ผิวมัน..ดูแลอย่างไร?

ผิวหน้ามัน หมายถึง สภาพผิวที่ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ส่งผลให้ผิวหน้าดูมันเงา รูขุมขนกว้าง และอาจเกิดปัญหาผิวตามมา เช่น เป็นสิว ผิวอักเสบ ผิวแห้งกร้าน เป็นต้น

ลักษณะของผิวมัน โดยทั่วไปจะมีลักษณะดังนี้

  • ผิวหน้ามันเงา สังเกตเห็นได้ชัด
  • รูขุมขนกว้าง
  • ผิวหน้าไม่เรียบเนียน
  • ผิวหน้าลอกเป็นขุย
  • เกิดสิวได้ง่าย

สาเหตุของผิวมันเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น

  • พันธุกรรม พบว่าผู้ที่ในครอบครัวมีประวัติผิวมัน มีโอกาสที่จะผิวมันตามไปด้วย
  • ฮอร์โมน ฮอร์โมนเพศชาย (androgen) กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น
  • สภาพแวดล้อม อากาศร้อน ความชื้นสูง กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น
  • อาหารการกิน การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น

การดูแลผิวหน้าสำหรับคนผิวมัน ควรเน้นไปที่การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิว

ข้อแนะนำในการดูแลผิวสำหรับคนผิวมัน

  • ล้างหน้าให้สะอาด โดยใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตร Oil-Free pH ใกล้เคียงกับค่า pH ปกติของผิว (4.7-5.7)
  • ใช้โทนเนอร์เช็ดหน้า เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีเนื้อบางเบา ปราศจากน้ำมัน เพื่อควบคุมความมันของผิว
  • ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อป้องกันผิวจากแสงแดด ซึ่งอาจทำให้ผิวแห้งและเกิดริ้วรอย

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ผิวมันมากขึ้นได้ นอกจากนี้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรงและสุขภาพดี

Similar Posts

  • การผลัดเซลล์ผิว มีประโยชน์อย่างไร?

    ไม่ว่าใครก็ต้องเคยขัดขี้ไคลที่เป็นส่วนเกินของร่างกายออก เมื่อขัดเสร็จแล้วก็จะรู้สึกได้ว่าผิวดูสดใส เนียนนุ่มกว่าเดิม ซึ่งการขัดขี้ไคลช่วยให้ร่างกายเผยเซลล์ผิวใหม่ที่ดูสวยเปล่งปลั่งกว่าออกมานั่นเอง ไปดูกันดีกว่าว่าการผลัดเซลล์ผิวมีประโยชน์อะไรบ้าง และถ้าร่างกายเรามีขี้ไคลสะสม จะสามารถเร่งการผลัดเซลล์ผิวได้อย่างไร กระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ โดยทั่วไปแล้วระยะเวลาในการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติของคนเราอยู่ที่ 16-21 วัน โดยการผลัดเซลล์ผิวเกิดขึ้นที่ชั้นหนังกำพร้าที่เป็นผิวชั้นนอกสุด โดยเซลล์ที่หลุดออกมาเรียกว่า “สเตรตัม คลอเนียม” หรือที่เรียกกันว่า “ขี้ไคล” นั่นเอง สเตรตัม คลอเนียม จะยึดโยงกันอยู่ด้วย“คอร์นีโอโดสโมโซม” และเมื่อถึงกระบวนการผลัดเซลล์ ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ออกมาทำลายคอร์นีโอโดสโมโซมทำให้ขี้ไคลหลุดออกมา แต่ในกรณีที่อายุมากขึ้น หรือสภาพแวดล้อมไม่ดี เช่น เจอฝุ่นควัน มลพิษ แสงแดด น้ำที่ชำระล้างผิวไม่สะอาด ก็จะทำให้คอร์นีโอโดสโมโซมถูกทำลายช้าลง เซลล์ที่ตายแล้วก็จะไม่หลุดลอกออกมา ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาผิวได้ ประโยชน์ของการผลัดเซลล์ผิว 1. ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ดูสดใส เซลล์ผิวที่ถูกผลัดออกไปคือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งถ้าเซลล์ผิวไม่ถูกผลัดออกไป ก็จะมีความแห้งตึง ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยได้ง่ายอีกด้วย แต่ถ้าร่างกายผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ก็จะเผยเซลล์ผิวใหม่ที่มีความนุ่มและชุ่มชื้นกว่า ทำให้ผิวดูสดใสและไม่หมองคล้ำด้วย 2. ลดการเกิดสิว เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ถูกผลัดออกไป ก็จะทำให้สิ่งสกปรกอุดตันตามรูขุมขนได้ง่าย เกิดปัญหาสิวตามมา แต่ถ้ามีการผลัดเซลล์ผิวก็จะช่วยลดการเกิดสิวได้ดี 3. ลดความมันบนใบหน้า ถ้าไม่มีการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เซลล์ผิวที่ตายกับสิ่งสกปรกก็จะอุดตันง่าย รูขุมขนกว้างขึ้น นอกจากเกิดสิวแล้วยังทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ก่อให้เกิดความมันบนใบหน้า…

  • ดูแลผิว..ให้ห่างไกลสิว

    “สิว” อาจจะเป็นปัญหาที่ไม่อันตรายแต่ก็บ่อนทำลายความมั่นใจในตัวเองของใครหลายคน มีคนมากมายเชื่อว่าสิวเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น และจะหายไปเองเมื่อเราอายุมากขึ้น แต่ความจริงก็คือ แม้อายุปลายเลขสามก็ยังสามารถเกิดสิวได้ อย่ากังวลใจไป เพราะเราจะมาทำความเข้าใจกับสิวและวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง สิว คือ ตุ่มเม็ดเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า และตำแหน่งที่มีต่อมไขมันอยู่หนาแน่น (Seborrheic area) เช่น หน้าอก และ หลัง โดยเกิดขึ้นจากการที่ผิวหนังมีการสร้างไขมัน (Sebum) มากเกินพอดี ทำให้เกิดการอุดตันอยู่ที่บริเวณรูขุมขน เกิดเป็นหัวสิว (Comedone) ซึ่งสามารถอักเสบได้ง่ายหากมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น เชื้อแบคทีเรีย P.acne. ในรูขุมขน หรือการใช้เครื่องสำอางที่อุดตันรูขุมขน เราสามารถแบ่งประเภท สิวได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ 1. สิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน (Comedone) แบ่งเป็น 2 ชนิด1.1 สิวหัวปิด (Close comedones) จะเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ หัวขาวๆ1.2 สิวหัวเปิด (Open comedones) หรือสิวหัวดำ 2.สิวอักเสบคือสิวที่หัวแดงอักเสบ (Inflame…

  • ประโยชน์ของน้ำมันโจโจ้บาสำหรับผิว

    ที่ Natio เราหลงรักน้ำมันโจโจ้บาอย่างแท้จริง น้ำมันชนิดนี้เป็นส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์หลายสูตรของเรา ตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ไปจนถึงสูตรสำหรับผิวที่มีอายุมากขึ้น ตั้งแต่ครีมกันแดดไปจนถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย น้ำมันโจโจ้บาไม่เพียงให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก แต่ยังสามารถใช้ได้หลากหลายอีกด้วย หยดทองคำเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยคุณค่า น้ำมันโจโจ้บามอบสารบำรุงตามธรรมชาติ โภชนาการ การสนับสนุนระดับเซลล์ และการปกป้องผิวสำหรับทุกสภาพผิวใช่เลย เธอคือของดีที่แท้จริง — และเราคิดว่าเธอสมควรได้รับทั้งการแนะนำอย่างเป็นทางการและความสนใจเป็นอย่างยิ่ง แนะนำน้ำมันโจโจ้บา อ่านออกเสียงว่า “โฮ-โฮ-บา” น้ำมันโจโจ้บาสกัดจากเมล็ดของพืช Simmondsia Chinensis ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาและเม็กซิโก แม้จะเรียกว่าน้ำมัน แต่จริงๆ แล้วมีลักษณะใกล้เคียงกับแว็กซ์ และโครงสร้างคล้ายกับซีบัมตามธรรมชาติของผิวเรามาก (ซึ่งเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมผิวเราถึงชื่นชอบมันนัก) ได้รับการยกย่องมายาวนานหลายศตวรรษในเรื่องคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อผิว น้ำมันโจโจ้บาอาจไม่ใช่ส่วนผสมใหม่ แต่เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ผ่านกาลเวลาได้อย่างงดงาม และสมควรมีบทบาทในสูตรผลิตภัณฑ์และกิจวัตรการดูแลผิวสมัยใหม่อย่างแท้จริง เหตุผลที่เรารักน้ำมันโจโจ้บา: คลีนเซอร์อ่อนโยน:ด้วยโครงสร้างที่คล้ายกับซีบัมธรรมชาติของผิว น้ำมันโจโจ้บาจึงสามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างอ่อนโยนโดยไม่รบกวนปราการปกป้องผิวตามธรรมชาติ สามารถใช้เดี่ยวๆ เป็นคลีนเซอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่ระคายเคืองหรือบอบบาง น้ำมันโจโจ้บาจะช่วยละลายเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกอย่างนุ่มนวล พร้อมปลอบประโลมผิวให้รู้สึกสะอาด สงบ และชุ่มชื้น เพียงแค่ทาลงบนผิวแห้ง นวดเบาๆ แล้วเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น มอยส์เจอไรเซอร์ที่ปรับสมดุลผิวได้อย่างลงตัว:หนึ่งในคุณสมบัติโดดเด่นของน้ำมันโจโจ้บาคือความสามารถในการปรับสมดุลความชุ่มชื้นของผิว ด้วยความที่มีคุณสมบัติเกือบเหมือนซีบัมของร่างกาย น้ำมันโจโจ้บาจึงช่วยให้ผิวรู้สึกได้รับการบำรุงโดยไม่เหนียวเหนอะหนะ และยังรู้สึกสมดุลอย่างสวยงาม ไม่ว่าผิวคุณจะแห้งเกินไปหรือมันมากเกินไป น้ำมันโจโจ้บาจะปรับตัวตามความต้องการของผิว ให้ความชุ่มชื้นในบริเวณที่แห้ง…

  • สกินแคร์จากธรรมชาติ: Aromatherapy

    Aromatherapy คือไลน์สกินแคร์ซิกเนเจอร์ที่ผสานพลังจากธรรมชาติ ด้วยสารสกัดพืชและน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ เพื่อดูแลผิวให้แข็งแรงและสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ “กว่า 30 ปี เราพัฒนาสูตรที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติอย่างอ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกหยดดูแลผิวได้ดีที่สุด” – Max Ross แนวคิดของผลิตภัณฑ์คือการผสมผสาน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กว่า 100 ปี เข้ากับ พลังจากธรรมชาติ เพื่อสร้างสกินแคร์ที่เรียบง่าย ใช้งานสะดวก และให้ผลลัพธ์ชัดเจน — เพราะธรรมชาติดูแลผิวได้ดีที่สุด Aromatherapy หมายถึงศาสตร์แห่งการผสมน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากดอกไม้และพืช เพื่อช่วยปรับสมดุล บำบัด และผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ 🌸 ส่วนผสมเด่นจากธรรมชาติ Aromatherapy Skincare เป็นไลน์สกินแคร์ธรรมชาติที่เข้าใจง่าย ราคาเข้าถึงได้ เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงแห้ง มุ่งเน้นการเติมความชุ่มชื้น ให้ผิวแลดูสุขภาพดีจากธรรมชาติเราอยากให้คุณได้พบกับ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ Aromatherapy ตัวโปรดชิ้นใหม่ จากไลน์นี้ 💛 ปีนี้ยังมี นวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากมาย ที่จะมอบประสบการณ์การดูแลผิวจากธรรมชาติอย่างแท้จริง —ถึงเวลาแล้วที่จะลองค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับคุณ! 🌿

  • ปัญหาผิวช่วงฤดูหนาว?

    อากาศหนาวอาจทำร้ายผิวได้มากกว่าที่คิด — ความชื้นในอากาศลดลง ทำให้ผิวสูญเสียน้ำและความชุ่มชื้นง่ายขึ้น ไหนจะลมหนาว น้ำอุ่นจัด และเครื่องทำความร้อนที่ใช้อยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์คือผิวแห้ง หมองตึง และดูไม่สดใส แต่ข่าวดีคือ เพียงแค่ปรับสกินแคร์เล็กน้อยก็ช่วยฟื้นเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรงและชุ่มชื้นได้ — ด้วย “เซราไมด์” เซราไมด์คืออะไร? เซราไมด์เป็นไขมันที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผิว มีหน้าที่เหมือน “ปูนเชื่อมอิฐ” ที่ยึดเซลล์ผิวให้แน่น ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำ ปกป้องผิวจากมลภาวะและลดการระคายเคือง แต่เมื่ออากาศหนาวจัด อายุที่มากขึ้น หรือผิวถูกทำร้ายจากแสงแดด — ปริมาณเซราไมด์ตามธรรมชาติจะลดลง ทำให้ผิวแห้งและอ่อนแอ ดังนั้น การเติมเซราไมด์ในสกินแคร์ จะช่วยคืนสมดุลความชุ่มชื้น ฟื้นฟูเกราะปกป้องผิว และเห็นผลผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นได้ภายใน 1 สัปดาห์ จะใช้เซราไมด์ในรูทีนยังไงดี? สามารถใช้ได้ในทุกขั้นตอนของการดูแลผิว เช่น เซราไมด์มีหลายชนิด (เช่น Ceramide AP, NP, NG, NS, EOP ฯลฯ) แต่ทั้งหมดมีหน้าที่คล้ายกันคือช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ผลิตภัณฑ์จาก Natio ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ ได้แก่: Ageless Plumping Renewal…

  • ปัญหาใต้ตาคล้ำเกิดจากอะไร?

    รอยคล้ำรอบดวงตาเป็นปัญหาผิวอย่างหนึ่งที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อยๆ ทั่วไป ถ้าหากคุณกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ คุณอาจเกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?” ซึ่งเราเข้าใจความรู้สึกนี้ดี และมันทำให้เราต้องทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาสาเหตุให้ได้ว่า ปัญหานี้เกิดจากอะไร สิ่งที่เราค้นพบก็คือ สาเหตุของการเกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นมีมากมาย ซึ่งบางอย่างก็อาจทำให้คุณประหลาดใจ! สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดขอบตาดำคล้ำ และหายยาก มีดังนี้: การอยู่ท่ามกลางแสงแดดโดยไม่ได้มีการทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดเลยมาเป็นเวลานานหลายปี (การตากแดดเพื่อทำให้ตัวเองมีสีผิวคล้ำ หรือการเข้าไปใช้บริการย้อมผิวให้คล้ำ คือ สิ่งที่เลวร้ายที่สุด) เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การสร้างเม็ดสีผิวให้เข้มเกินไปจนปรากฏออกมาให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา การไหลเวียนของโลหิตที่ปรากฏให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา หรือที่เรียกกันว่า รอยคล้ำที่เกิดจากหลอดเลือด (vascular dark circles) การใช้ส่วนผสมที่กระทำรุนแรงหรือกระด้างต่อผิว โดยเฉพาะผิวบริเวณรอบดวงตา ซึ่งรวมถึงส่วนผสมที่ให้กลิ่นหอมด้วย อาการแพ้ต่างๆ กรรมพันธุ์ เช่น สมาชิกภายในครอบครัวเป็นผู้ที่มีแนวโน้มที่จะมีขอบตาดำคล้ำ การเกิดจากเงาตามธรรมชาติ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีเบ้าตาลึก การเกิดเงาอันเนื่องจากผิวหย่อนคล้อย และสูญเสียความตึงกระชับ ปัญหาผิวรอบดวงตาแห้ง และขาดความชุ่มชื้น ซึ่งสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดผิวหมองคล้ำและสูญเสียความกระจ่างใส นิสัยชอบขยี้ตา ซึ่งจะสร่างความเสียหายแก่ผิวอันบอบบางรอบดวงตามากขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าประหลาดใจ คือ การอดหลับอดนอนกลับไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำ –แต่การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำที่เป็นอยู่แล้วดูเลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น ซึ่งนี่คงเป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่มีปัญหาขอบตาดำคล้ำ และเคยพยายามที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไป ก็แน่ใจได้เลยว่าคุณต้องเคยพบกับผิดหวังมาแล้วแน่ๆ จริงอยู่ที่คุณไม่อาจทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นหายไปอย่างถาวรได้ แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ถนอมผิวบางชนิด หรือการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญบางอย่างที่อาจมอบผลลัพธ์อันน่าประทับใจได้…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *