ดูแลผิว..ให้ห่างไกลสิว

“สิว” อาจจะเป็นปัญหาที่ไม่อันตรายแต่ก็บ่อนทำลายความมั่นใจในตัวเองของใครหลายคน มีคนมากมายเชื่อว่าสิวเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น และจะหายไปเองเมื่อเราอายุมากขึ้น แต่ความจริงก็คือ แม้อายุปลายเลขสามก็ยังสามารถเกิดสิวได้ อย่ากังวลใจไป เพราะเราจะมาทำความเข้าใจกับสิวและวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง

สิว คือ ตุ่มเม็ดเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า และตำแหน่งที่มีต่อมไขมันอยู่หนาแน่น (Seborrheic area) เช่น หน้าอก และ หลัง โดยเกิดขึ้นจากการที่ผิวหนังมีการสร้างไขมัน (Sebum) มากเกินพอดี ทำให้เกิดการอุดตันอยู่ที่บริเวณรูขุมขน เกิดเป็นหัวสิว (Comedone) ซึ่งสามารถอักเสบได้ง่ายหากมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น เชื้อแบคทีเรีย P.acne. ในรูขุมขน หรือการใช้เครื่องสำอางที่อุดตันรูขุมขน

เราสามารถแบ่งประเภท สิวได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ

1. สิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน (Comedone) แบ่งเป็น 2 ชนิด
1.1 สิวหัวปิด (Close comedones) จะเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ หัวขาวๆ
1.2 สิวหัวเปิด (Open comedones) หรือสิวหัวดำ

2.สิวอักเสบคือสิวที่หัวแดงอักเสบ (Inflame papules) เป็นหนอง (Pustule) หรือพบคลำได้เป็นไตแข็งๆ ใต้ผิวหนัง มักกดเจ็บ (Nodulocystic) ซึ่งสิวกลุ่มนี้คือ สิวอุดตันที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

สาเหตุของสิว

สิวมีหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลัก ๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัยดังนี้

1. ปัจจัยภายใน ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ฮอร์โมนความเครียด กรรมพันธุ์และ โรคทางต่อมไร้ท่อบางชนิด

2. ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากนอกร่างกายของเรา เช่น ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยากันชัก ยารักษาวัณโรค, เครื่องสำอาง, สิ่งที่ระคายเคืองผิว เช่น การขัดหน้า นวดหน้า หรือ สภาวะแวดล้อมต่างๆ

เคล็ดลับแก้ไขปัญหาสิว

เราไม่สามารถป้องกันสิวได้ 100% แต่เราสามารถลดโอกาสเกิดหรือทำให้สิวอักเสบมากขึ้นไปอีกได้ โดยการดูแลผิวอย่างถูกต้อง

1. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิว เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิว, ใช้เครี่องสำอางเท่าที่จำเป็น พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส

2. การเลือกใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสม คุณไม่จำเป็นต้องหยุดใช้เครื่องสำอาง แต่แนะนำให้ใช้เครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน “oil-free” หรือ ไม่ก่อให้เกิดสิว “non-acnegenic” และ ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน “non-comedogenic” ส่วนแป้ง แนะนำเป็น แป้งฝุ่น (Loose powder) มากกว่า แป้งผสมรองพื้น (Compact powder)

3. การล้างหน้า และทำความสะอาดผิว ควรล้างหน้าด้วยสบู่ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองผิว (Gentle cleanser) วันละไม่เกิน 2 – 3 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว และอาจกระตุ้นสิวให้เป็นมากขึ้น สำหรับสิวหัวดำ

วิธีการรักษา

การรักษาสิวในปัจจุบันมีหลากหลาย ทั้งยาทา ยารับประทาน การทำหัตถการต่าง ๆ การทำการรักษาด้วยเลเซอร์ ซึ่งการรักษาในแต่ละกลุ่ม มีการออกฤทธิ์ และผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยที่ผลข้างเคียงน้อยที่สุดในผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ดี อาจใช้วิธีร่วมกันดังนี้

การใช้ยาในการรักษาสิว
– ในรายที่ความรุนแรงของสิวเป็นไม่มาก อาจพิจารณา ใช้ยาทาภายนอก โดยมีกลุ่มยาที่ใช้หลักๆ ได้แก่ ยาทาละลายหัวสิว ยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบ และ ยาทากลุ่มเรตินอล เพื่อ ลดการเกิดใหม่ของสิว และ ลดสิวอุดตัน
–  ในรายที่เป็นมากอาจพิจารณา ใช้ยารับประทาน โดยยารับประทาน มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ ยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบ ยาควบคุมระดับฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด และ ยากลุ่มกรดวิตามินเอ การรับประทานยาทุกชนิดมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ค่ะ ยารับประทานรักษาสิวก็เช่นกัน โดยผลข้างเคียงขึ้นอยู่กับชนิดของยาสิว เช่น ถ้าเป็นยากลุ่มแก้อักเสบก็อาจเกิดอาการแพ้ยาได้ ยากลุ่มยาคุมกำเนิด อาจมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ คัดตึงเต้านมได้ ส่วนยากลุ่มกรดวิตามินเอ เป็นยากลุ่มที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด แต่ก็จะมีผลข้างเคียงมากตามไปด้วยเช่นกัน เช่น ตาแห้ง ปากแห้ง ช่วงรับประทานยา ห้ามคนไข้ตั้งครรภ์เด็ดขาด เพราะเด็กในครรภ์อาจจะพิการได้ นอกจากนี้ยังพบภาวะตับอักเสบ หรือไขมันในเลือดสูงได้ ถึงแม้พบได้ไม่บ่อยนัก จึงแนะนำให้มีการเจาะเลือดตรวจเป็นระยะๆ ในคนไข้ที่รับประทานยากลุ่มนี้ และแนะนำปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มรับประทานยาค่ะ

การทำหัตถการต่างๆ ในการรักษาสิว

1) การกดสิว และ การฉีดสิว (Comedone extraction, Acne injection)
 – การกดสิวจะใช้ในกรณีสิวอุดตัน และ การฉีดสิวจะใช้ในกรณีสิวอักเสบ เพื่อทำให้สิวยุบได้เร็วขึ้น

2) การใช้กรดผลไม้ผลัดเซลล์ผิว (Chemical peel)
– เพื่อช่วยละลายสิวอุดตันและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ รวมถึงช่วยลดรอยแผลเป็นซึ่งเกิดจากสิว

3) การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ (Laser and Light treatments)
– ปัจจุบันมีการใช้แสงและแสงเลเซอร์ เพื่อช่วยรักษาสิวและรอยสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพหลายชนิด เช่น Diode lasers, Photopneumatic therapy เพื่อช่วยลดสิวอักเสบ, กลุ่ม Vascular lasers เช่น Pulsed Dye Laser (V-beam) เพื่อช่วยลดสิวอักเสบและรอยแดงสิว, Fractional lasers เพื่อช่วยลดเลือนรอยหลุมแผลเป็นสิว

การรักษาสิวจะเริ่มเห็นผลหลังการรักษา ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ค่ะ ส่วนระยะเวลาในการรักษา ถ้าเป็นจากการแพ้เครื่องสำอาง หรือ แพ้ยา หลังหยุดยา หรือเครื่องสำอาง และทำการรักษา อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจากรักษาโดยประมาณ 2 สัปดาห์ และ หายได้ในเวลา 1 – 2 เดือน แต่ถ้ามีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สิวจากฮอร์โมน การทำงาน หรือ การแพ้ เครื่องสำอางนั้นๆ กระตุ้นให้สภาพผิวเปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นสิวเป็น ๆ หาย ๆ ได้ ซึ่งเมื่ออาการทุเลาแล้ว อาจใช้ยาทาบางชนิด เช่น กลุ่มกรดวิตามินเอ เพื่อป้องกันการกลับเป็นใหม่

ข้อมูลจาก: บทความสุขภาพ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

Similar Posts

  • น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ดีอย่างไร?

    น้ำมันหอมระเหย (Essential oil) คือน้ำมันที่เป็นผลจากการสกัดมาจากพืชสมุนไพร ดอกไม้ ผลไม้นานาชนิด อาจสกัดมาจาก ดอก ใบ ผล ก้าน เปลือก ส่วนไหนของพืชก็ได้ วิธีที่นิยมคือการสกัดโดยใช้วิธีการกลั่นด้วยไอน้ำ และการใช้สารเคมีเป็นตัวช่วยกลั่นแยกสารที่เป็นน้ำมันหอมระเหยที่แท้จริงออกมา เป็นสารสกัดที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของพืชนั้นๆ มักนิยมใช้ในการดูแลสุขภาพและสกินแคร์ แต่ก็มีข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาดังนี้: ข้อดีของ Essential Oil: ข้อเสียของ Essential Oil: การใช้น้ำมันหอมระเหยควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และทดลองการใช้ในพื้นที่เล็กน้อยก่อนการนำมาใช้ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรืออาการแพ้บนผิวหนังของคุณ. กระบวนการการทำงานของน้ำมันหอมระเหย น้ำมันหอมระเหยสารมารถออกฤทธิ์ผ่านการซึมเข้าผิวหนัง ผ่านเข้าไปทำปฎิกิริยาทางเคมีกับฮอร์โมน หรือเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการความรู้สึกนึกคิด ออกฤทธิ์ผ่านการสูดดมไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีออกมา เช่น น้ำมันหอมระเหยกลิ่นแคลรีเซจ และกลิ่นเกรพฟรุต จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทกลุ่มเรียกว่า Enkephalins, Serotonin, Endorphins ออกมาช่วยลดความเจ็บปวดได้ ช่วยให้ผ่อนคลาย และสงบลงได้ เนื้อหาบางส่วน: เอกสารอ้างอิง –นันท์ชนก เปียแก้ว และคณะ (2558) ผลของการสูดดมน้ำมันลาเวนเดอร์ที่มีต่อการลดความเครียด และคลื่นสมองของหญิงวัยรุ่น, วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ;16(2)-ลลิตา วีระเสถียร (2541) การบำบัดด้วยความหอม….

  • ผิวมัน..ดูแลอย่างไร?

    ผิวหน้ามัน หมายถึง สภาพผิวที่ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ส่งผลให้ผิวหน้าดูมันเงา รูขุมขนกว้าง และอาจเกิดปัญหาผิวตามมา เช่น เป็นสิว ผิวอักเสบ ผิวแห้งกร้าน เป็นต้น ลักษณะของผิวมัน โดยทั่วไปจะมีลักษณะดังนี้ สาเหตุของผิวมันเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การดูแลผิวหน้าสำหรับคนผิวมัน ควรเน้นไปที่การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิว ข้อแนะนำในการดูแลผิวสำหรับคนผิวมัน นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ผิวมันมากขึ้นได้ นอกจากนี้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรงและสุขภาพดี

  • สกินแคร์จากธรรมชาติ: Aromatherapy

    Aromatherapy คือไลน์สกินแคร์ซิกเนเจอร์ที่ผสานพลังจากธรรมชาติ ด้วยสารสกัดพืชและน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ เพื่อดูแลผิวให้แข็งแรงและสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ “กว่า 30 ปี เราพัฒนาสูตรที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติอย่างอ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกหยดดูแลผิวได้ดีที่สุด” – Max Ross แนวคิดของผลิตภัณฑ์คือการผสมผสาน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กว่า 100 ปี เข้ากับ พลังจากธรรมชาติ เพื่อสร้างสกินแคร์ที่เรียบง่าย ใช้งานสะดวก และให้ผลลัพธ์ชัดเจน — เพราะธรรมชาติดูแลผิวได้ดีที่สุด Aromatherapy หมายถึงศาสตร์แห่งการผสมน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากดอกไม้และพืช เพื่อช่วยปรับสมดุล บำบัด และผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ 🌸 ส่วนผสมเด่นจากธรรมชาติ Aromatherapy Skincare เป็นไลน์สกินแคร์ธรรมชาติที่เข้าใจง่าย ราคาเข้าถึงได้ เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงแห้ง มุ่งเน้นการเติมความชุ่มชื้น ให้ผิวแลดูสุขภาพดีจากธรรมชาติเราอยากให้คุณได้พบกับ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ Aromatherapy ตัวโปรดชิ้นใหม่ จากไลน์นี้ 💛 ปีนี้ยังมี นวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากมาย ที่จะมอบประสบการณ์การดูแลผิวจากธรรมชาติอย่างแท้จริง —ถึงเวลาแล้วที่จะลองค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับคุณ! 🌿

  • วิตามินซีประโยชน์ต่อผิวอย่างไร?

    รู้ไหมว่ามี ประโยชน์จากวิตามินซี อยู่มากมาย เราคงได้ยินเรื่องวิตามินซีดีต่อสุขภาพร่างกายของเรา ห่างไกลจากไข้หวัด แล้ววิตามินซีกับผิวเราล่ะ มันจะให้ประโยชน์กับผิวเราอย่างไรบ้าง 1. เสริมสร้างคอลลาเจน ต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย วิตามินซีช่วยลดเลือนริ้วรอยได้ด้วย ก็เพราะว่าวิตามินซีเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวเราผลิตคอลลาเจนออกมาได้เยอะขึ้นค่ะ พอผิวเรามีคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น ก็จะแก้ปัญหาเรื่องริ้วรอยไปด้วย ถ้าหากเราอยากให้ผิวผลิตคอลลาเจนออกมาได้เรื่อยๆ อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับผิว ก็ควรจะเน้นทานอาหารที่มีวิตามินซี 2.เพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิว วิตามินซีไม่ได้แค่ลดปัญหาเรื่องริ้วรอยเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับผิวที่หมองคล้ำ ให้กระจ่างใสขึ้นได้ด้วยค่ะ ใครที่กำลังประสบปัญหาหน้าหมองล่ะก็ แนะนำว่าให้พุ่งเข้าหาวิตามินซีเลย เหตุผลที่วิตามินซีช่วยให้ผิวเรากระจ่างใสขึ้นได้ก็เพราะว่า วิตามินซีสามารถลดการผลิตเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวของเราได้ และยังมีส่วนกระตุ้นให้กลูต้าไธโอนและวิตามินอีผลิตขึ้นเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิวเราดูสุขภาพดี มีความกระจ่างใสขึ้น 3.ลดเลือนจุดด่างดำ รอยสิว ใครที่กำลังเจอปัญหารอยแดง รอยดำ หรือพวกจุดด่างดำบนผิวหน้า ที่ไม่รู้จะจัดการยังไงให้มันหายไปสักที แนะนำว่าให้หันมาทาและทานวิตามินซีจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ค่ะ เพราะจากที่บอกไปว่า วิตามินซีมีความสามารถในการเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิว ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยลดเลือนบริเวณผิวที่รอยดำ หรือส่วนที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ ให้ขาวกระจ่างใสเท่ากันได้อีกด้วย 4.ปกป้องและฟื้นฟูผิวจากแสงแดด ประโยชน์ของวิตามินซีที่มีต่อผิวยังไม่หมด รู้ไหมว่า วิตามินซียังต่อสู้กับรังสี UVB ที่เข้ามาทำร้ายผิวเราได้ด้วย เพราะว่าวิตามินซีเป็น antioxidant สามารถยับยั้งสารอนุมูลอิสระต่างๆ ได้ อย่างเช่น แสงแดด แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่า แค่ทาและทานวิตามินซีก็ปลอดภัยจากแสงแดดได้แล้วนะคะ เพียงแค่ว่ามันเป็นวิตามินตัวหนึ่งที่มีความสามารถในการป้องกันและฟื้นฟูผิวจากแสงแดดได้ แต่ก็ไม่ใช่…

  • วิธีดูแลผิวขาดน้ำ

    อาการของผิวขาดน้ำ มักพบได้บ่อยในบริเวณใบหน้า ลำคอ และหน้าอก อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ สาเหตุของผิวขาดน้ำ สามารถแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุหลักๆ ดังนี้ วิธีดูแลผิวขาดน้ำสามารถทำได้ ดังนี้

  • ฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ

    หน้าหมองคล้ำอาจเป็นปัญหากวนใจที่มักเกิดขึ้นหลังผิวหน้าเผชิญกับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แสงแดด หรืออากาศหนาว หรืออาจเกิดจากปัจจัยอื่นในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางชนิด การสูบบุหรี่ หรือความเครียด อย่างไรก็ตาม การดูแลผิวหน้าอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ทางการแพทย์ในปัจจุบันอาจช่วยแก้ไขปัญหาหน้าหมองคล้ำให้ผิวหน้ากลับมาขาวใสได้อีกครั้ง สาเหตุหลักของหน้าหมองคล้ำ แสงแดด แม้การรับแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าช่วยให้ผิวหนังผลิตวิตามินดีซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของกระดูกและสุขภาพของผิวหนัง แต่การรับแสงแดดที่ร้อนจ้าหรือถูกแดดเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผิวได้ นอกจากทำให้หน้าหมองคล้ำ ผิวหยาบกร้าน มีจุดด่างดำ รังสียูวีจากแดดจะทำลายเส้นใยในผิวหนังหรืออีลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น เป็นริ้วรอย ขาดความกระชับตึง ดังนั้น การรักษาผิวให้กลับไปดีดังเดิมจึงเป็นไปได้ยาก และอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังจากรังสียูวีได้ด้วยเช่นกัน   สภาพอากาศ อากาศที่หนาวเย็นจะดูดซับความชุ่มชื้นไปจากผิว ทำให้ผิวแห้งและแตกเป็นขุย ส่งผลให้หน้าหมองคล้ำได้ แม้ไม่ได้อยู่ในสภาพอากาศเย็นจัด แต่การอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ผิวแห้งได้ เนื่องจากอากาศภายในห้องมีความชื้นต่ำ โดยสภาพผิวที่แห้งมาก ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมาได้ด้วย เช่น ผิวแตก ผิวลอก มีผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น ความเครียด อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าดูหมองคล้ำ ผิวแห้ง และอาจทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย เนื่องจากเมื่อเผชิญความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *