ปัญหาใต้ตาคล้ำเกิดจากอะไร?

รอยคล้ำรอบดวงตาเป็นปัญหาผิวอย่างหนึ่งที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อยๆ ทั่วไป ถ้าหากคุณกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ คุณอาจเกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?” ซึ่งเราเข้าใจความรู้สึกนี้ดี และมันทำให้เราต้องทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาสาเหตุให้ได้ว่า ปัญหานี้เกิดจากอะไร สิ่งที่เราค้นพบก็คือ สาเหตุของการเกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นมีมากมาย ซึ่งบางอย่างก็อาจทำให้คุณประหลาดใจ! สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดขอบตาดำคล้ำ และหายยาก มีดังนี้:

  • การอยู่ท่ามกลางแสงแดดโดยไม่ได้มีการทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดเลยมาเป็นเวลานานหลายปี (การตากแดดเพื่อทำให้ตัวเองมีสีผิวคล้ำ หรือการเข้าไปใช้บริการย้อมผิวให้คล้ำ คือ สิ่งที่เลวร้ายที่สุด) เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การสร้างเม็ดสีผิวให้เข้มเกินไปจนปรากฏออกมาให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา
  • การไหลเวียนของโลหิตที่ปรากฏให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา หรือที่เรียกกันว่า รอยคล้ำที่เกิดจากหลอดเลือด (vascular dark circles)
  • การใช้ส่วนผสมที่กระทำรุนแรงหรือกระด้างต่อผิว โดยเฉพาะผิวบริเวณรอบดวงตา ซึ่งรวมถึงส่วนผสมที่ให้กลิ่นหอมด้วย
  • อาการแพ้ต่างๆ
  • กรรมพันธุ์ เช่น สมาชิกภายในครอบครัวเป็นผู้ที่มีแนวโน้มที่จะมีขอบตาดำคล้ำ
  • การเกิดจากเงาตามธรรมชาติ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีเบ้าตาลึก
  • การเกิดเงาอันเนื่องจากผิวหย่อนคล้อย และสูญเสียความตึงกระชับ
  • ปัญหาผิวรอบดวงตาแห้ง และขาดความชุ่มชื้น ซึ่งสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดผิวหมองคล้ำและสูญเสียความกระจ่างใส
  • นิสัยชอบขยี้ตา ซึ่งจะสร่างความเสียหายแก่ผิวอันบอบบางรอบดวงตามากขึ้นเรื่อยๆ

ที่น่าประหลาดใจ คือ การอดหลับอดนอนกลับไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำ –แต่การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำที่เป็นอยู่แล้วดูเลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น ซึ่งนี่คงเป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว

ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่มีปัญหาขอบตาดำคล้ำ และเคยพยายามที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไป ก็แน่ใจได้เลยว่าคุณต้องเคยพบกับผิดหวังมาแล้วแน่ๆ จริงอยู่ที่คุณไม่อาจทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นหายไปอย่างถาวรได้ แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ถนอมผิวบางชนิด หรือการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญบางอย่างที่อาจมอบผลลัพธ์อันน่าประทับใจได้

การใช้ผลิตภัณฑ์ถนอมผิว ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวไปจนถึงผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว AHA หรือ BHA ชนิดทาทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออก ผลิตภัณฑ์เรตินอล เซรั่ม และผลิตภัณฑ์ทากันแดด รวมถึงผลิตภัณฑ์ทาผิวรอบดวงตาที่มีสูตรส่วนผสมที่ดีและอ่อนโยนจะช่วยให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

กล่าวโดยสรุป คือ ผลิตภัณฑ์ถนอมผิวที่คุณใช้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ทากันแดดที่มีฤทธิ์ปกป้องกว้าง (broad-spectrum sun protection) ที่มี SPF 30 หรือสูงกว่า (คุณคงคิดไม่ถึงว่า การทำลายของแสงแดด คือ สาเหตุหนึ่งของปัญหาขอบตาดำคล้ำและมักมองข้าม) คือสิ่งจำเป็นสำหรับการช่วยทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำมีสภาพที่ดีขึ้น  นอกจากนั้นแล้วต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรกระทำเพื่อช่วยลดปัญหารอยคล้ำรอบดวงตาให้ลดลงอย่างชัดเจน:

  • เวลาออกข้างนอกให้สวมแว่นตากันแดดเสมอ นี่สิ่งสิ่งที่ได้ผลพอๆ กับการทาผลิตภัณฑ์ทากันแดดลงบนผิวรอบดวงตา
    ผิวบริเวณรอบดวงตานั้นค่อนข้างบอบบาง และต้องการการปกป้องมากยิ่งขึ้น แว่นตากันแดดชนิดที่ปกป้องรังสี UV ได้ 100% นั้นสามารถช่วยได้มาก และยิ่งเป็นแว่นตาที่เหมาะใบหน้าของคุณ ก็จะยิ่งทำให้คุณดูดีมากยิ่งขึ้น
  • รับประทานยาแก้แพ้ (anti-histamine) ที่คุณหาซื้อได้ตามร้านขายยา อาการแพ้มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดขอบตาดำคล้ำ (และตาบวมช้ำ) ที่คุณไม่คาดคิดมาก่อน ขอให้คุณลองปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาดูเกี่ยวกับคำแนะนำต่างๆ
    และทำตามนั้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาว ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาวที่มีสูตรส่วนผสมดีๆ สามารถช่วยให้รอยดำคล้ำนั้นดูจางลง เนื่องจากมันช่วยปรับปรุงผิวรอบดวงตาให้มีความขาวใสและสว่างไสวมากยิ่งขึ้น ขอให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรส่วนผสมของ วิตามินซี (กรดแอสคอบิค) หรือ ไนอาซินาไมด์ (วิตามินบี 3) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนเข้มข้น 2% สามารถช่วยปรับปรุงสภาพรอยคล้ำที่เกิดจากการออกไปตากแดดโดยไม่ได้ทา ผลิตภัณฑ์ทากันแดดให้ดูดีขึ้นมาก และเพื่อให้มีผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้คุณทาผลิตภัณฑ์ไฮโดรควิโนนอีกชั้นหนึ่งวันละ 2 ครั้ง หลังจากที่ทาผลิตภัณฑ์ทาเพื่อให้ผิวขาวแล้ว (และต้องไม่ลืมทาผลิตภัณฑ์ทากันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับตอนกลางวันด้วย)
  • ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดอะซีเลอิค (azelaic acid) ส่วนผสมนี้ถ้าใช้ในปริมาณความเข้มข้นที่สูงขึ้นสามารถช่วยให้รอยดำคล้ำที่เกิดจากการทำลายของแสงแดดจางลงได้ โดยทาผลิตภัณฑ์ที่มีกรดอะซีเลอิคหลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาว เพียงวันละ 1 หรือ 2 ครั้งบนบริเวณใต้ดวงตาการทำเช่นนี้จะมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบนบริเวณที่ดำคล้ำมาก
  • มองหาผลิตภัณฑ์ทาเพื่อปกปิดริ้วรอย (concealer) ที่ดีสักชิ้น ผลิตภัณฑ์ทาเพื่อปกปิดริ้วรอยที่ทาแล้วมีสีด้านอ่อนโยนหรือให้สัมผัสลื่น (ไม่ใช่ชนิดครีม และมีสัมผัสมัน) เป็นชนิดที่ดีที่สุด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีแนวโน้มที่จะติดทนนานกว่าและไม่ก่อให้เกิดรอยย่น

แล้วมีการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญใดบ้างที่คุณสามารถเลือกได้? จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีวิธีรักษาหลายอย่างที่ได้ผลดี แม้ว่าอาจต้องใช้การรักษามากกว่าหนึ่งอย่างร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น การทำ IPL (Intense Pulsed Light) / การทำเลเซอร์แบบใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Laser) / Q-switched Ruby Laser / Pulsed Dye Lasers และ Ablative Lasers (เลเซอร์ลอกชั้นผิวซึ่งเป็นการทำเลเซอร์มีความเสียงมากที่สุด และใช้เวลาพักฟื้นนานที่สุด)

มีสิ่งใดที่แพทย์สามารถทำได้อีกหรือไม่? มี ได้ แก่ การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal Fillers)โดยใช้กรดไฮยาลูโรนิค การถ่ายโอนไขมัน และการทำศัยลกรรมความงาม ที่เรียกกันว่า Blepharoplastry (การศัลยกรรมผิวหนังเปลือกตา)

บางครั้ง อาจใช้วิธีผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดซาลิไซลิค (BHA) เพื่อแก้ไขรอยดำคล้ำซึ่งเกือบทุกกรณีจะเป็นวิธีที่กระทำร่วมกับการรักษาวิธีอื่น (ปัญหาขอบตาคล้ำ เป็นปัญหาที่ต้องทุ่มเทในการรักษามาก!)

วิธีการรักษาทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่พุ่งเป้าไปยัง (1) ต้นเหตุต่างๆ ของปัญหา รวมถึง (2) การเปลี่ยนแปลงสีผิวชั้นบน และ (3) ช่วยปรับปรุงสภาพผิวที่บริเวณรอบด้วยตาด้วย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผิวบริเวณดังกล่าวมีความเนียนเรียบ แน่น และตึงกระชับยิ่งขึ้น การใช้วิธีรักษาทั้งหมดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามดังกล่าว ร่วมกับการใช้ชุดผลิตภัณฑ์ถนอมผิวชั้นเยี่ยมด้วย (อย่าลืมว่าต้องมีผลิตภัณฑ์ทากันแดดด้วย) เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผ่านการพิสูจน์โดยงานค้นคว้าวิจัยแล้วว่า สามารถช่วยให้สภาพปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นดีขึ้นได้อย่างมากมายทีเดียว

ข้อมูลที่นำมาใช้อ้างอิง
Lasers in Medical Science, ธันวาคม 2016, หน้า 1783–1787
Skin Research and Technology, สิงหาคม 2016, หน้า 276–283
Indian Journal of Dermatology, กรกฎาคม-สิงหาคม 2016, หน้า 413–417
Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, เมษายน-มิถุนายน 2016, หน้า 65–72
The Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, มกราคม 2016, หน้า 49–55
Annals of Brazilian Dermatology, กรกฎาคม-สิงหาคม 2015, หน้า 494–503
Indian Journal of Dermatology, มีนาคม-เมษายน 2014, หน้า 151–157
Annals of Brazilian Dermatology, มกราคม-กุมภาพันธ์ 2014, หน้า 11–25
Dermatologic Surgery, สิงหาคม 2012, หน้า 1277–1282
Dermatologic Surgery, สิงหาคม 2009, หน้า 1163–1171

Similar Posts

  • สกินแคร์จากธรรมชาติ: Aromatherapy

    Aromatherapy คือไลน์สกินแคร์ซิกเนเจอร์ที่ผสานพลังจากธรรมชาติ ด้วยสารสกัดพืชและน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ เพื่อดูแลผิวให้แข็งแรงและสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ “กว่า 30 ปี เราพัฒนาสูตรที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติอย่างอ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกหยดดูแลผิวได้ดีที่สุด” – Max Ross แนวคิดของผลิตภัณฑ์คือการผสมผสาน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กว่า 100 ปี เข้ากับ พลังจากธรรมชาติ เพื่อสร้างสกินแคร์ที่เรียบง่าย ใช้งานสะดวก และให้ผลลัพธ์ชัดเจน — เพราะธรรมชาติดูแลผิวได้ดีที่สุด Aromatherapy หมายถึงศาสตร์แห่งการผสมน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากดอกไม้และพืช เพื่อช่วยปรับสมดุล บำบัด และผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ 🌸 ส่วนผสมเด่นจากธรรมชาติ Aromatherapy Skincare เป็นไลน์สกินแคร์ธรรมชาติที่เข้าใจง่าย ราคาเข้าถึงได้ เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงแห้ง มุ่งเน้นการเติมความชุ่มชื้น ให้ผิวแลดูสุขภาพดีจากธรรมชาติเราอยากให้คุณได้พบกับ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ Aromatherapy ตัวโปรดชิ้นใหม่ จากไลน์นี้ 💛 ปีนี้ยังมี นวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากมาย ที่จะมอบประสบการณ์การดูแลผิวจากธรรมชาติอย่างแท้จริง —ถึงเวลาแล้วที่จะลองค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับคุณ! 🌿

  • ผิวมัน..ดูแลอย่างไร?

    ผิวหน้ามัน หมายถึง สภาพผิวที่ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ส่งผลให้ผิวหน้าดูมันเงา รูขุมขนกว้าง และอาจเกิดปัญหาผิวตามมา เช่น เป็นสิว ผิวอักเสบ ผิวแห้งกร้าน เป็นต้น ลักษณะของผิวมัน โดยทั่วไปจะมีลักษณะดังนี้ สาเหตุของผิวมันเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การดูแลผิวหน้าสำหรับคนผิวมัน ควรเน้นไปที่การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิว ข้อแนะนำในการดูแลผิวสำหรับคนผิวมัน นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ผิวมันมากขึ้นได้ นอกจากนี้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรงและสุขภาพดี

  • ผลัดเซลล์ผิวด้วย PHA และ BHA ผิวสวยขึ้นได้จริง

    ในโลกของสกินแคร์ “กรดผลัดเซลล์ผิว” เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูเรียบเนียน กระจ่างใส และสุขภาพดี แต่กรดไม่ได้มีแค่แบบเดียว โดยเฉพาะ PHA และ BHA ที่หลายคนมักสงสัยว่าแตกต่างกันอย่างไร และดีต่อผิวแบบไหนบ้าง บทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จักว่า PHA และ BHA ดีอย่างไร และควรเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับผิว PHA ดีอย่างไร? อ่อนโยนแต่เห็นผล PHA (Polyhydroxy Acids) เป็นกรดผลัดเซลล์ผิวที่ขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนโยน เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือระคายเคืองง่าย จุดเด่นของ PHA 💡 เพราะโมเลกุลของ PHA มีขนาดใหญ่ จึงซึมช้ากว่า ทำให้ผิวได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยน 💧 BHA ดีอย่างไร? ตัวช่วยผิวมันและปัญหาสิว BHA (Beta Hydroxy Acid) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Salicylic Acid เป็นกรดที่ละลายในน้ำมัน จึงสามารถทำความสะอาดได้ลึกถึงรูขุมขน จุดเด่นของ BHA 💡 BHA ทำงานได้ลึกกว่ากรดทั่วไป จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง ใช้ PHA…

  • “สกินนิมัลลิซึม” (Skinimalism)

    ใครกันจะไม่อยากประหยัดทั้งเวลา เงิน และพลังงาน? การลงทุนในการดูแลผิวเป็นประจำที่เรียบง่าย ไม่มีขั้นตอนซับซ้อน แต่ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “สกินนิมัลลิซึม” (Skinimalism) ถึงได้รับความนิยมมากขึ้นในโลกของสกินแคร์และความงาม แนวคิดแบบ ผิวมาก่อน (skin-first) ของ Natio ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติของออสเตรเลีย มุ่งเน้นการคัดสรรส่วนผสมจากธรรมชาติที่ช่วยปลอบประโลม บำรุง และปกป้องผิวของคุณ หัวใจของ Skinimalism คือการ ลดขั้นตอนนการดูแลผิวประจำวันให้น้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้นถ้านี่คือสิ่งที่คุณกำลังมองหา มาติดตามไปพร้อมกันว่าข้อดีของ Skinimalism คืออะไร และสารสกัดจากพืชธรรมชาติแบบไหนที่เหมาะกับการดูแลผิวให้สุขภาพดี สกินนิมัลลิซึมคืออะไร? Skinimalism คือแนวทางดูแลผิวแบบมินิมอล ที่เน้นความเรียบง่าย ใช้ผลิตภัณฑ์น้อยชิ้นแต่ตรงจุด แทนที่จะใช้สกินแคร์ถึง 12 ขั้นตอนแบบเดิมๆ แนวคิดนี้สนับสนุนให้คุณเลือกใช้เพียงไม่กี่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผิวของคุณจริงๆ เพื่อให้ผิวได้พักจากการรับสารต่างๆ ที่บางครั้งอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ข้อดีของ Skinimalism✅ อ่อนโยนต่อผิวมากขึ้นเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์น้อยลง ผิวก็จะสัมผัสกับสารเคมีน้อยลง ลดโอกาสเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือเป็นสิวง่าย ✅ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใช้ของน้อยลงก็หมายถึงลดการใช้บรรจุภัณฑ์ และลดปริมาณขยะ ซึ่งส่งผลดีต่อโลกใบนี้ ✅ ประหยัดมากขึ้นเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์น้อยลง คุณก็ใช้จ่ายน้อยลงด้วยที่ Natio เราเชื่อในการดูแลตนเองด้วยความรัก ทั้งด้านจิตใจ จิตวิญญาณ…

  • วิธีดูแล ฟื้นฟูผิวแพ้ง่ายของคุณ

    ผิวแพ้ง่ายอาจเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดและยากต่อการดูแล ไม่ว่าคุณจะมีผิวแพ้ง่ายมาตั้งแต่แรก หรือเพิ่งเริ่มมีอาการแพ้เมื่อไม่นานมานี้ ก็มักสร้างความสับสน โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้ได้ดี กลับเริ่มทำให้ผิวระคายเคืองหรือไม่ตอบสนองเหมือนเดิมอีกต่อไป จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีผิวแพ้ง่าย? ปัจจัยหลายอย่างสามารถทำให้ผิวเกิดความไวหรือแพ้ง่ายได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ฮอร์โมน ความเครียด หรือการสัมผัสกับสารระคายเคือง หากคุณรู้สึกว่าผิวของคุณเริ่มไวต่อสิ่งต่างๆ แบบฉับพลัน ลองสังเกตดูว่ามีอะไรในกิจวัตรประจำวันหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ คนที่มีผิวบอบบางมักพบอาการ เช่น แดง คัน แห้ง หรือมีความรู้สึกไม่สบายผิวในรูปแบบต่างๆ หากคุณมีลักษณะผิวแบบนี้ การรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงอะไร ควรเริ่มดูแลผิวอย่างไร วิธีปลอบประโลมผิวหน้า และการลดความเครียดให้ผิว จึงเป็นสิ่งสำคัญ อาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีผิวบอบบาง ได้แก่ เราเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยคุณเข้าใจผิวของตัวเองมากขึ้น และเรียนรู้วิธีที่จะกลับมารักผิวตัวเองอีกครั้ง — ไม่ว่าผิวคุณจะบอบบางหรือไม่ก็ตาม จะเริ่มดูแลผิวบอบบางอย่างไรดี? หากคุณมีผิวบอบบาง การเริ่มต้นรูทีนดูแลผิวแบบเรียบง่าย คือวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยให้ผิวแข็งแรงและเปล่งปลั่งอยู่เสมอ 1. เริ่มต้นด้วยคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนควรเลือกคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนต่อผิว เช่น Calm Delicate Care Cleansing Milk ที่มีเนื้อสัมผัสน้ำนม ช่วยปลอบประโลมผิวและลดรอยแดงขณะล้างหน้า พร้อมด้วยว่านหางจระเข้ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและเย็นสบายวิธีใช้: ใช้มือที่สะอาดลูบผลิตภัณฑ์ลงบนผิวหน้าที่เปียก นวดเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรือใช้ผ้านุ่ม ๆ…

  • น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ดีอย่างไร?

    น้ำมันหอมระเหย (Essential oil) คือน้ำมันที่เป็นผลจากการสกัดมาจากพืชสมุนไพร ดอกไม้ ผลไม้นานาชนิด อาจสกัดมาจาก ดอก ใบ ผล ก้าน เปลือก ส่วนไหนของพืชก็ได้ วิธีที่นิยมคือการสกัดโดยใช้วิธีการกลั่นด้วยไอน้ำ และการใช้สารเคมีเป็นตัวช่วยกลั่นแยกสารที่เป็นน้ำมันหอมระเหยที่แท้จริงออกมา เป็นสารสกัดที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของพืชนั้นๆ มักนิยมใช้ในการดูแลสุขภาพและสกินแคร์ แต่ก็มีข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาดังนี้: ข้อดีของ Essential Oil: ข้อเสียของ Essential Oil: การใช้น้ำมันหอมระเหยควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และทดลองการใช้ในพื้นที่เล็กน้อยก่อนการนำมาใช้ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรืออาการแพ้บนผิวหนังของคุณ. กระบวนการการทำงานของน้ำมันหอมระเหย น้ำมันหอมระเหยสารมารถออกฤทธิ์ผ่านการซึมเข้าผิวหนัง ผ่านเข้าไปทำปฎิกิริยาทางเคมีกับฮอร์โมน หรือเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการความรู้สึกนึกคิด ออกฤทธิ์ผ่านการสูดดมไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีออกมา เช่น น้ำมันหอมระเหยกลิ่นแคลรีเซจ และกลิ่นเกรพฟรุต จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทกลุ่มเรียกว่า Enkephalins, Serotonin, Endorphins ออกมาช่วยลดความเจ็บปวดได้ ช่วยให้ผ่อนคลาย และสงบลงได้ เนื้อหาบางส่วน: เอกสารอ้างอิง –นันท์ชนก เปียแก้ว และคณะ (2558) ผลของการสูดดมน้ำมันลาเวนเดอร์ที่มีต่อการลดความเครียด และคลื่นสมองของหญิงวัยรุ่น, วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ;16(2)-ลลิตา วีระเสถียร (2541) การบำบัดด้วยความหอม….

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *