ปัญหาใต้ตาคล้ำเกิดจากอะไร?

รอยคล้ำรอบดวงตาเป็นปัญหาผิวอย่างหนึ่งที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อยๆ ทั่วไป ถ้าหากคุณกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ คุณอาจเกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?” ซึ่งเราเข้าใจความรู้สึกนี้ดี และมันทำให้เราต้องทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาสาเหตุให้ได้ว่า ปัญหานี้เกิดจากอะไร สิ่งที่เราค้นพบก็คือ สาเหตุของการเกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นมีมากมาย ซึ่งบางอย่างก็อาจทำให้คุณประหลาดใจ! สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดขอบตาดำคล้ำ และหายยาก มีดังนี้:

  • การอยู่ท่ามกลางแสงแดดโดยไม่ได้มีการทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดเลยมาเป็นเวลานานหลายปี (การตากแดดเพื่อทำให้ตัวเองมีสีผิวคล้ำ หรือการเข้าไปใช้บริการย้อมผิวให้คล้ำ คือ สิ่งที่เลวร้ายที่สุด) เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การสร้างเม็ดสีผิวให้เข้มเกินไปจนปรากฏออกมาให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา
  • การไหลเวียนของโลหิตที่ปรากฏให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา หรือที่เรียกกันว่า รอยคล้ำที่เกิดจากหลอดเลือด (vascular dark circles)
  • การใช้ส่วนผสมที่กระทำรุนแรงหรือกระด้างต่อผิว โดยเฉพาะผิวบริเวณรอบดวงตา ซึ่งรวมถึงส่วนผสมที่ให้กลิ่นหอมด้วย
  • อาการแพ้ต่างๆ
  • กรรมพันธุ์ เช่น สมาชิกภายในครอบครัวเป็นผู้ที่มีแนวโน้มที่จะมีขอบตาดำคล้ำ
  • การเกิดจากเงาตามธรรมชาติ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีเบ้าตาลึก
  • การเกิดเงาอันเนื่องจากผิวหย่อนคล้อย และสูญเสียความตึงกระชับ
  • ปัญหาผิวรอบดวงตาแห้ง และขาดความชุ่มชื้น ซึ่งสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดผิวหมองคล้ำและสูญเสียความกระจ่างใส
  • นิสัยชอบขยี้ตา ซึ่งจะสร่างความเสียหายแก่ผิวอันบอบบางรอบดวงตามากขึ้นเรื่อยๆ

ที่น่าประหลาดใจ คือ การอดหลับอดนอนกลับไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำ –แต่การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำที่เป็นอยู่แล้วดูเลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น ซึ่งนี่คงเป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว

ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่มีปัญหาขอบตาดำคล้ำ และเคยพยายามที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไป ก็แน่ใจได้เลยว่าคุณต้องเคยพบกับผิดหวังมาแล้วแน่ๆ จริงอยู่ที่คุณไม่อาจทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นหายไปอย่างถาวรได้ แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ถนอมผิวบางชนิด หรือการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญบางอย่างที่อาจมอบผลลัพธ์อันน่าประทับใจได้

การใช้ผลิตภัณฑ์ถนอมผิว ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวไปจนถึงผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว AHA หรือ BHA ชนิดทาทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออก ผลิตภัณฑ์เรตินอล เซรั่ม และผลิตภัณฑ์ทากันแดด รวมถึงผลิตภัณฑ์ทาผิวรอบดวงตาที่มีสูตรส่วนผสมที่ดีและอ่อนโยนจะช่วยให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

กล่าวโดยสรุป คือ ผลิตภัณฑ์ถนอมผิวที่คุณใช้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ทากันแดดที่มีฤทธิ์ปกป้องกว้าง (broad-spectrum sun protection) ที่มี SPF 30 หรือสูงกว่า (คุณคงคิดไม่ถึงว่า การทำลายของแสงแดด คือ สาเหตุหนึ่งของปัญหาขอบตาดำคล้ำและมักมองข้าม) คือสิ่งจำเป็นสำหรับการช่วยทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำมีสภาพที่ดีขึ้น  นอกจากนั้นแล้วต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรกระทำเพื่อช่วยลดปัญหารอยคล้ำรอบดวงตาให้ลดลงอย่างชัดเจน:

  • เวลาออกข้างนอกให้สวมแว่นตากันแดดเสมอ นี่สิ่งสิ่งที่ได้ผลพอๆ กับการทาผลิตภัณฑ์ทากันแดดลงบนผิวรอบดวงตา
    ผิวบริเวณรอบดวงตานั้นค่อนข้างบอบบาง และต้องการการปกป้องมากยิ่งขึ้น แว่นตากันแดดชนิดที่ปกป้องรังสี UV ได้ 100% นั้นสามารถช่วยได้มาก และยิ่งเป็นแว่นตาที่เหมาะใบหน้าของคุณ ก็จะยิ่งทำให้คุณดูดีมากยิ่งขึ้น
  • รับประทานยาแก้แพ้ (anti-histamine) ที่คุณหาซื้อได้ตามร้านขายยา อาการแพ้มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดขอบตาดำคล้ำ (และตาบวมช้ำ) ที่คุณไม่คาดคิดมาก่อน ขอให้คุณลองปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาดูเกี่ยวกับคำแนะนำต่างๆ
    และทำตามนั้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาว ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาวที่มีสูตรส่วนผสมดีๆ สามารถช่วยให้รอยดำคล้ำนั้นดูจางลง เนื่องจากมันช่วยปรับปรุงผิวรอบดวงตาให้มีความขาวใสและสว่างไสวมากยิ่งขึ้น ขอให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรส่วนผสมของ วิตามินซี (กรดแอสคอบิค) หรือ ไนอาซินาไมด์ (วิตามินบี 3) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนเข้มข้น 2% สามารถช่วยปรับปรุงสภาพรอยคล้ำที่เกิดจากการออกไปตากแดดโดยไม่ได้ทา ผลิตภัณฑ์ทากันแดดให้ดูดีขึ้นมาก และเพื่อให้มีผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้คุณทาผลิตภัณฑ์ไฮโดรควิโนนอีกชั้นหนึ่งวันละ 2 ครั้ง หลังจากที่ทาผลิตภัณฑ์ทาเพื่อให้ผิวขาวแล้ว (และต้องไม่ลืมทาผลิตภัณฑ์ทากันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับตอนกลางวันด้วย)
  • ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดอะซีเลอิค (azelaic acid) ส่วนผสมนี้ถ้าใช้ในปริมาณความเข้มข้นที่สูงขึ้นสามารถช่วยให้รอยดำคล้ำที่เกิดจากการทำลายของแสงแดดจางลงได้ โดยทาผลิตภัณฑ์ที่มีกรดอะซีเลอิคหลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาว เพียงวันละ 1 หรือ 2 ครั้งบนบริเวณใต้ดวงตาการทำเช่นนี้จะมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบนบริเวณที่ดำคล้ำมาก
  • มองหาผลิตภัณฑ์ทาเพื่อปกปิดริ้วรอย (concealer) ที่ดีสักชิ้น ผลิตภัณฑ์ทาเพื่อปกปิดริ้วรอยที่ทาแล้วมีสีด้านอ่อนโยนหรือให้สัมผัสลื่น (ไม่ใช่ชนิดครีม และมีสัมผัสมัน) เป็นชนิดที่ดีที่สุด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีแนวโน้มที่จะติดทนนานกว่าและไม่ก่อให้เกิดรอยย่น

แล้วมีการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญใดบ้างที่คุณสามารถเลือกได้? จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีวิธีรักษาหลายอย่างที่ได้ผลดี แม้ว่าอาจต้องใช้การรักษามากกว่าหนึ่งอย่างร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น การทำ IPL (Intense Pulsed Light) / การทำเลเซอร์แบบใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Laser) / Q-switched Ruby Laser / Pulsed Dye Lasers และ Ablative Lasers (เลเซอร์ลอกชั้นผิวซึ่งเป็นการทำเลเซอร์มีความเสียงมากที่สุด และใช้เวลาพักฟื้นนานที่สุด)

มีสิ่งใดที่แพทย์สามารถทำได้อีกหรือไม่? มี ได้ แก่ การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal Fillers)โดยใช้กรดไฮยาลูโรนิค การถ่ายโอนไขมัน และการทำศัยลกรรมความงาม ที่เรียกกันว่า Blepharoplastry (การศัลยกรรมผิวหนังเปลือกตา)

บางครั้ง อาจใช้วิธีผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดซาลิไซลิค (BHA) เพื่อแก้ไขรอยดำคล้ำซึ่งเกือบทุกกรณีจะเป็นวิธีที่กระทำร่วมกับการรักษาวิธีอื่น (ปัญหาขอบตาคล้ำ เป็นปัญหาที่ต้องทุ่มเทในการรักษามาก!)

วิธีการรักษาทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่พุ่งเป้าไปยัง (1) ต้นเหตุต่างๆ ของปัญหา รวมถึง (2) การเปลี่ยนแปลงสีผิวชั้นบน และ (3) ช่วยปรับปรุงสภาพผิวที่บริเวณรอบด้วยตาด้วย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผิวบริเวณดังกล่าวมีความเนียนเรียบ แน่น และตึงกระชับยิ่งขึ้น การใช้วิธีรักษาทั้งหมดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามดังกล่าว ร่วมกับการใช้ชุดผลิตภัณฑ์ถนอมผิวชั้นเยี่ยมด้วย (อย่าลืมว่าต้องมีผลิตภัณฑ์ทากันแดดด้วย) เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผ่านการพิสูจน์โดยงานค้นคว้าวิจัยแล้วว่า สามารถช่วยให้สภาพปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นดีขึ้นได้อย่างมากมายทีเดียว

ข้อมูลที่นำมาใช้อ้างอิง
Lasers in Medical Science, ธันวาคม 2016, หน้า 1783–1787
Skin Research and Technology, สิงหาคม 2016, หน้า 276–283
Indian Journal of Dermatology, กรกฎาคม-สิงหาคม 2016, หน้า 413–417
Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, เมษายน-มิถุนายน 2016, หน้า 65–72
The Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, มกราคม 2016, หน้า 49–55
Annals of Brazilian Dermatology, กรกฎาคม-สิงหาคม 2015, หน้า 494–503
Indian Journal of Dermatology, มีนาคม-เมษายน 2014, หน้า 151–157
Annals of Brazilian Dermatology, มกราคม-กุมภาพันธ์ 2014, หน้า 11–25
Dermatologic Surgery, สิงหาคม 2012, หน้า 1277–1282
Dermatologic Surgery, สิงหาคม 2009, หน้า 1163–1171

Similar Posts

  • ฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ

    หน้าหมองคล้ำอาจเป็นปัญหากวนใจที่มักเกิดขึ้นหลังผิวหน้าเผชิญกับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แสงแดด หรืออากาศหนาว หรืออาจเกิดจากปัจจัยอื่นในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางชนิด การสูบบุหรี่ หรือความเครียด อย่างไรก็ตาม การดูแลผิวหน้าอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ทางการแพทย์ในปัจจุบันอาจช่วยแก้ไขปัญหาหน้าหมองคล้ำให้ผิวหน้ากลับมาขาวใสได้อีกครั้ง สาเหตุหลักของหน้าหมองคล้ำ แสงแดด แม้การรับแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าช่วยให้ผิวหนังผลิตวิตามินดีซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของกระดูกและสุขภาพของผิวหนัง แต่การรับแสงแดดที่ร้อนจ้าหรือถูกแดดเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผิวได้ นอกจากทำให้หน้าหมองคล้ำ ผิวหยาบกร้าน มีจุดด่างดำ รังสียูวีจากแดดจะทำลายเส้นใยในผิวหนังหรืออีลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น เป็นริ้วรอย ขาดความกระชับตึง ดังนั้น การรักษาผิวให้กลับไปดีดังเดิมจึงเป็นไปได้ยาก และอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังจากรังสียูวีได้ด้วยเช่นกัน   สภาพอากาศ อากาศที่หนาวเย็นจะดูดซับความชุ่มชื้นไปจากผิว ทำให้ผิวแห้งและแตกเป็นขุย ส่งผลให้หน้าหมองคล้ำได้ แม้ไม่ได้อยู่ในสภาพอากาศเย็นจัด แต่การอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ผิวแห้งได้ เนื่องจากอากาศภายในห้องมีความชื้นต่ำ โดยสภาพผิวที่แห้งมาก ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมาได้ด้วย เช่น ผิวแตก ผิวลอก มีผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น ความเครียด อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าดูหมองคล้ำ ผิวแห้ง และอาจทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย เนื่องจากเมื่อเผชิญความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล…

  • ประโยชน์ของน้ำมันโจโจ้บาสำหรับผิว

    ที่ Natio เราหลงรักน้ำมันโจโจ้บาอย่างแท้จริง น้ำมันชนิดนี้เป็นส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์หลายสูตรของเรา ตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ไปจนถึงสูตรสำหรับผิวที่มีอายุมากขึ้น ตั้งแต่ครีมกันแดดไปจนถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย น้ำมันโจโจ้บาไม่เพียงให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก แต่ยังสามารถใช้ได้หลากหลายอีกด้วย หยดทองคำเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยคุณค่า น้ำมันโจโจ้บามอบสารบำรุงตามธรรมชาติ โภชนาการ การสนับสนุนระดับเซลล์ และการปกป้องผิวสำหรับทุกสภาพผิวใช่เลย เธอคือของดีที่แท้จริง — และเราคิดว่าเธอสมควรได้รับทั้งการแนะนำอย่างเป็นทางการและความสนใจเป็นอย่างยิ่ง แนะนำน้ำมันโจโจ้บา อ่านออกเสียงว่า “โฮ-โฮ-บา” น้ำมันโจโจ้บาสกัดจากเมล็ดของพืช Simmondsia Chinensis ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาและเม็กซิโก แม้จะเรียกว่าน้ำมัน แต่จริงๆ แล้วมีลักษณะใกล้เคียงกับแว็กซ์ และโครงสร้างคล้ายกับซีบัมตามธรรมชาติของผิวเรามาก (ซึ่งเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมผิวเราถึงชื่นชอบมันนัก) ได้รับการยกย่องมายาวนานหลายศตวรรษในเรื่องคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อผิว น้ำมันโจโจ้บาอาจไม่ใช่ส่วนผสมใหม่ แต่เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ผ่านกาลเวลาได้อย่างงดงาม และสมควรมีบทบาทในสูตรผลิตภัณฑ์และกิจวัตรการดูแลผิวสมัยใหม่อย่างแท้จริง เหตุผลที่เรารักน้ำมันโจโจ้บา: คลีนเซอร์อ่อนโยน:ด้วยโครงสร้างที่คล้ายกับซีบัมธรรมชาติของผิว น้ำมันโจโจ้บาจึงสามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างอ่อนโยนโดยไม่รบกวนปราการปกป้องผิวตามธรรมชาติ สามารถใช้เดี่ยวๆ เป็นคลีนเซอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่ระคายเคืองหรือบอบบาง น้ำมันโจโจ้บาจะช่วยละลายเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกอย่างนุ่มนวล พร้อมปลอบประโลมผิวให้รู้สึกสะอาด สงบ และชุ่มชื้น เพียงแค่ทาลงบนผิวแห้ง นวดเบาๆ แล้วเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น มอยส์เจอไรเซอร์ที่ปรับสมดุลผิวได้อย่างลงตัว:หนึ่งในคุณสมบัติโดดเด่นของน้ำมันโจโจ้บาคือความสามารถในการปรับสมดุลความชุ่มชื้นของผิว ด้วยความที่มีคุณสมบัติเกือบเหมือนซีบัมของร่างกาย น้ำมันโจโจ้บาจึงช่วยให้ผิวรู้สึกได้รับการบำรุงโดยไม่เหนียวเหนอะหนะ และยังรู้สึกสมดุลอย่างสวยงาม ไม่ว่าผิวคุณจะแห้งเกินไปหรือมันมากเกินไป น้ำมันโจโจ้บาจะปรับตัวตามความต้องการของผิว ให้ความชุ่มชื้นในบริเวณที่แห้ง…

  • วิธีดูแลผิวขาดน้ำ

    อาการของผิวขาดน้ำ มักพบได้บ่อยในบริเวณใบหน้า ลำคอ และหน้าอก อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ สาเหตุของผิวขาดน้ำ สามารถแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุหลักๆ ดังนี้ วิธีดูแลผิวขาดน้ำสามารถทำได้ ดังนี้

  • ช่องปากสุขภาพดี แม้ไม่ใช้ฟลูออรไรด์

    เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพช่องปาก ยาสีฟันถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา อย่างไรก็ตาม มีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการใช้ฟลูออไรด์ในยาสีฟัน ฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุที่มักเติมลงในผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม มีทั้งผู้สนับสนุนและฝ่ายตรงข้าม ในบทความนี้จะบอกถึงผลกระทบของฟลูออรไรด์และทางเลือกอื่นๆ ฟลูออรไรด์มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นป้องกันฟันผุ, ช่วยเคลือบฟัน, ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย ฯลฯ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของฟลูออไรด์ เช่น ผลกระทบต่อต่อมไทรอยด์ และพิษต่อระบบประสาทที่อาจเกิดขึ้น ความกังวลเหล่านี้ทำให้บางคนหันไปหาทางเลือกอื่นสำหรับยาสีฟันที่ปราศจากฟลูออไรด์ ทางเลือกอื่นสำหรับยาสีฟันที่ปราศจากฟลูออไรด์ สรุป การตัดสินใจที่จะ หลีกเลี่ยงฟลูออไรด์ในยาสีฟัน เป็นเรื่องส่วนตัวขับเคลื่อนด้วยความกังวลและความชอบ แม้ว่าฟลูออไรด์จะมีประโยชน์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในการป้องกันฟันผุ แต่บางคนอาจเลือกที่จะสำรวจทางเลือกอื่นที่ปราศจากฟลูออไรด์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและต้องการดูแลช่องปากด้วยวิธีธรรมชาติมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาสุขอนามัยในช่องปากที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าฟลูออไรด์จะรวมอยู่ในยาสีฟันของคุณหรือไม่ก็ตาม ที่มา: เรียบเรียงบทความจากงานเขียนของคุณคริสติน ลอว์เรนซ์ Cinoll

  • ปัญหาผิวช่วงฤดูหนาว?

    อากาศหนาวอาจทำร้ายผิวได้มากกว่าที่คิด — ความชื้นในอากาศลดลง ทำให้ผิวสูญเสียน้ำและความชุ่มชื้นง่ายขึ้น ไหนจะลมหนาว น้ำอุ่นจัด และเครื่องทำความร้อนที่ใช้อยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์คือผิวแห้ง หมองตึง และดูไม่สดใส แต่ข่าวดีคือ เพียงแค่ปรับสกินแคร์เล็กน้อยก็ช่วยฟื้นเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรงและชุ่มชื้นได้ — ด้วย “เซราไมด์” เซราไมด์คืออะไร? เซราไมด์เป็นไขมันที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผิว มีหน้าที่เหมือน “ปูนเชื่อมอิฐ” ที่ยึดเซลล์ผิวให้แน่น ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำ ปกป้องผิวจากมลภาวะและลดการระคายเคือง แต่เมื่ออากาศหนาวจัด อายุที่มากขึ้น หรือผิวถูกทำร้ายจากแสงแดด — ปริมาณเซราไมด์ตามธรรมชาติจะลดลง ทำให้ผิวแห้งและอ่อนแอ ดังนั้น การเติมเซราไมด์ในสกินแคร์ จะช่วยคืนสมดุลความชุ่มชื้น ฟื้นฟูเกราะปกป้องผิว และเห็นผลผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นได้ภายใน 1 สัปดาห์ จะใช้เซราไมด์ในรูทีนยังไงดี? สามารถใช้ได้ในทุกขั้นตอนของการดูแลผิว เช่น เซราไมด์มีหลายชนิด (เช่น Ceramide AP, NP, NG, NS, EOP ฯลฯ) แต่ทั้งหมดมีหน้าที่คล้ายกันคือช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ผลิตภัณฑ์จาก Natio ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ ได้แก่: Ageless Plumping Renewal…

  • กันแดดแบบไหนที่ใช่..สำหรับคุณ

    ฤดูร้อนมักเป็นฤดูโปรดของใครหลายคน เพราะชวนให้นึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุข เช่น การไปเที่ยวทะเล พักผ่อนริมสระน้ำ หรือปิกนิกกับคนที่เรารัก — เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสวยงาม แดดออกนาน อากาศอบอุ่น และเหมาะที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตกลางแจ้ง แม้ฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยความสนุก แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การปกป้องผิวจากรังสี UV ของแสงแดด รังสี UVA และ UVB สามารถทำร้ายผิวได้ ดังนั้นควรเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับกิจกรรมที่คุณจะทำ เพื่อให้ได้การปกป้องที่ดีที่สุด ครีมกันแดดมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ: ครีมกันแดดชนิด Traditional (สารกันแดดสังเคราะห์): ดูดซับรังสี UV แล้วแปลงเป็นความร้อน ก่อนปล่อยออกจากผิว ครีมกันแดดชนิด Physical (Mineral Zinc): ใช้แร่ธาตุอย่าง Zinc Oxide ที่ช่วยสะท้อนรังสี UV ออกไปจากผิว (ทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกัน) ครีมกันแดดประเภทนี้ทำงานเหมือนเกราะป้องกันผิว โดยจะเคลือบอยู่บนผิวหนัง และสะท้อนรังสีของแสงแดดออกไป สารกันแดดที่พบบ่อยที่สุดคือ Zinc Oxide ซึ่งเป็นแร่ธาตุธรรมชาติที่ใช้เป็นเกราะป้องกันแสงแดด ครีมกันแดดแบบแร่ธาตุให้การปกป้องแบบ Broad Spectrum (ทั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *