ปัญหาใต้ตาคล้ำเกิดจากอะไร?

รอยคล้ำรอบดวงตาเป็นปัญหาผิวอย่างหนึ่งที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อยๆ ทั่วไป ถ้าหากคุณกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ คุณอาจเกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?” ซึ่งเราเข้าใจความรู้สึกนี้ดี และมันทำให้เราต้องทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาสาเหตุให้ได้ว่า ปัญหานี้เกิดจากอะไร สิ่งที่เราค้นพบก็คือ สาเหตุของการเกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นมีมากมาย ซึ่งบางอย่างก็อาจทำให้คุณประหลาดใจ! สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดขอบตาดำคล้ำ และหายยาก มีดังนี้:

  • การอยู่ท่ามกลางแสงแดดโดยไม่ได้มีการทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดเลยมาเป็นเวลานานหลายปี (การตากแดดเพื่อทำให้ตัวเองมีสีผิวคล้ำ หรือการเข้าไปใช้บริการย้อมผิวให้คล้ำ คือ สิ่งที่เลวร้ายที่สุด) เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การสร้างเม็ดสีผิวให้เข้มเกินไปจนปรากฏออกมาให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา
  • การไหลเวียนของโลหิตที่ปรากฏให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา หรือที่เรียกกันว่า รอยคล้ำที่เกิดจากหลอดเลือด (vascular dark circles)
  • การใช้ส่วนผสมที่กระทำรุนแรงหรือกระด้างต่อผิว โดยเฉพาะผิวบริเวณรอบดวงตา ซึ่งรวมถึงส่วนผสมที่ให้กลิ่นหอมด้วย
  • อาการแพ้ต่างๆ
  • กรรมพันธุ์ เช่น สมาชิกภายในครอบครัวเป็นผู้ที่มีแนวโน้มที่จะมีขอบตาดำคล้ำ
  • การเกิดจากเงาตามธรรมชาติ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีเบ้าตาลึก
  • การเกิดเงาอันเนื่องจากผิวหย่อนคล้อย และสูญเสียความตึงกระชับ
  • ปัญหาผิวรอบดวงตาแห้ง และขาดความชุ่มชื้น ซึ่งสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดผิวหมองคล้ำและสูญเสียความกระจ่างใส
  • นิสัยชอบขยี้ตา ซึ่งจะสร่างความเสียหายแก่ผิวอันบอบบางรอบดวงตามากขึ้นเรื่อยๆ

ที่น่าประหลาดใจ คือ การอดหลับอดนอนกลับไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำ –แต่การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำที่เป็นอยู่แล้วดูเลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น ซึ่งนี่คงเป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว

ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่มีปัญหาขอบตาดำคล้ำ และเคยพยายามที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไป ก็แน่ใจได้เลยว่าคุณต้องเคยพบกับผิดหวังมาแล้วแน่ๆ จริงอยู่ที่คุณไม่อาจทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นหายไปอย่างถาวรได้ แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ถนอมผิวบางชนิด หรือการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญบางอย่างที่อาจมอบผลลัพธ์อันน่าประทับใจได้

การใช้ผลิตภัณฑ์ถนอมผิว ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวไปจนถึงผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว AHA หรือ BHA ชนิดทาทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออก ผลิตภัณฑ์เรตินอล เซรั่ม และผลิตภัณฑ์ทากันแดด รวมถึงผลิตภัณฑ์ทาผิวรอบดวงตาที่มีสูตรส่วนผสมที่ดีและอ่อนโยนจะช่วยให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำของคุณดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

กล่าวโดยสรุป คือ ผลิตภัณฑ์ถนอมผิวที่คุณใช้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ทากันแดดที่มีฤทธิ์ปกป้องกว้าง (broad-spectrum sun protection) ที่มี SPF 30 หรือสูงกว่า (คุณคงคิดไม่ถึงว่า การทำลายของแสงแดด คือ สาเหตุหนึ่งของปัญหาขอบตาดำคล้ำและมักมองข้าม) คือสิ่งจำเป็นสำหรับการช่วยทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำมีสภาพที่ดีขึ้น  นอกจากนั้นแล้วต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรกระทำเพื่อช่วยลดปัญหารอยคล้ำรอบดวงตาให้ลดลงอย่างชัดเจน:

  • เวลาออกข้างนอกให้สวมแว่นตากันแดดเสมอ นี่สิ่งสิ่งที่ได้ผลพอๆ กับการทาผลิตภัณฑ์ทากันแดดลงบนผิวรอบดวงตา
    ผิวบริเวณรอบดวงตานั้นค่อนข้างบอบบาง และต้องการการปกป้องมากยิ่งขึ้น แว่นตากันแดดชนิดที่ปกป้องรังสี UV ได้ 100% นั้นสามารถช่วยได้มาก และยิ่งเป็นแว่นตาที่เหมาะใบหน้าของคุณ ก็จะยิ่งทำให้คุณดูดีมากยิ่งขึ้น
  • รับประทานยาแก้แพ้ (anti-histamine) ที่คุณหาซื้อได้ตามร้านขายยา อาการแพ้มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดขอบตาดำคล้ำ (และตาบวมช้ำ) ที่คุณไม่คาดคิดมาก่อน ขอให้คุณลองปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาดูเกี่ยวกับคำแนะนำต่างๆ
    และทำตามนั้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาว ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาวที่มีสูตรส่วนผสมดีๆ สามารถช่วยให้รอยดำคล้ำนั้นดูจางลง เนื่องจากมันช่วยปรับปรุงผิวรอบดวงตาให้มีความขาวใสและสว่างไสวมากยิ่งขึ้น ขอให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรส่วนผสมของ วิตามินซี (กรดแอสคอบิค) หรือ ไนอาซินาไมด์ (วิตามินบี 3) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนเข้มข้น 2% สามารถช่วยปรับปรุงสภาพรอยคล้ำที่เกิดจากการออกไปตากแดดโดยไม่ได้ทา ผลิตภัณฑ์ทากันแดดให้ดูดีขึ้นมาก และเพื่อให้มีผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้คุณทาผลิตภัณฑ์ไฮโดรควิโนนอีกชั้นหนึ่งวันละ 2 ครั้ง หลังจากที่ทาผลิตภัณฑ์ทาเพื่อให้ผิวขาวแล้ว (และต้องไม่ลืมทาผลิตภัณฑ์ทากันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับตอนกลางวันด้วย)
  • ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดอะซีเลอิค (azelaic acid) ส่วนผสมนี้ถ้าใช้ในปริมาณความเข้มข้นที่สูงขึ้นสามารถช่วยให้รอยดำคล้ำที่เกิดจากการทำลายของแสงแดดจางลงได้ โดยทาผลิตภัณฑ์ที่มีกรดอะซีเลอิคหลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทาช่วยทำให้ผิวขาว เพียงวันละ 1 หรือ 2 ครั้งบนบริเวณใต้ดวงตาการทำเช่นนี้จะมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบนบริเวณที่ดำคล้ำมาก
  • มองหาผลิตภัณฑ์ทาเพื่อปกปิดริ้วรอย (concealer) ที่ดีสักชิ้น ผลิตภัณฑ์ทาเพื่อปกปิดริ้วรอยที่ทาแล้วมีสีด้านอ่อนโยนหรือให้สัมผัสลื่น (ไม่ใช่ชนิดครีม และมีสัมผัสมัน) เป็นชนิดที่ดีที่สุด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีแนวโน้มที่จะติดทนนานกว่าและไม่ก่อให้เกิดรอยย่น

แล้วมีการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญใดบ้างที่คุณสามารถเลือกได้? จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีวิธีรักษาหลายอย่างที่ได้ผลดี แม้ว่าอาจต้องใช้การรักษามากกว่าหนึ่งอย่างร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น การทำ IPL (Intense Pulsed Light) / การทำเลเซอร์แบบใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Laser) / Q-switched Ruby Laser / Pulsed Dye Lasers และ Ablative Lasers (เลเซอร์ลอกชั้นผิวซึ่งเป็นการทำเลเซอร์มีความเสียงมากที่สุด และใช้เวลาพักฟื้นนานที่สุด)

มีสิ่งใดที่แพทย์สามารถทำได้อีกหรือไม่? มี ได้ แก่ การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal Fillers)โดยใช้กรดไฮยาลูโรนิค การถ่ายโอนไขมัน และการทำศัยลกรรมความงาม ที่เรียกกันว่า Blepharoplastry (การศัลยกรรมผิวหนังเปลือกตา)

บางครั้ง อาจใช้วิธีผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดซาลิไซลิค (BHA) เพื่อแก้ไขรอยดำคล้ำซึ่งเกือบทุกกรณีจะเป็นวิธีที่กระทำร่วมกับการรักษาวิธีอื่น (ปัญหาขอบตาคล้ำ เป็นปัญหาที่ต้องทุ่มเทในการรักษามาก!)

วิธีการรักษาทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่พุ่งเป้าไปยัง (1) ต้นเหตุต่างๆ ของปัญหา รวมถึง (2) การเปลี่ยนแปลงสีผิวชั้นบน และ (3) ช่วยปรับปรุงสภาพผิวที่บริเวณรอบด้วยตาด้วย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผิวบริเวณดังกล่าวมีความเนียนเรียบ แน่น และตึงกระชับยิ่งขึ้น การใช้วิธีรักษาทั้งหมดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามดังกล่าว ร่วมกับการใช้ชุดผลิตภัณฑ์ถนอมผิวชั้นเยี่ยมด้วย (อย่าลืมว่าต้องมีผลิตภัณฑ์ทากันแดดด้วย) เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผ่านการพิสูจน์โดยงานค้นคว้าวิจัยแล้วว่า สามารถช่วยให้สภาพปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นดีขึ้นได้อย่างมากมายทีเดียว

ข้อมูลที่นำมาใช้อ้างอิง
Lasers in Medical Science, ธันวาคม 2016, หน้า 1783–1787
Skin Research and Technology, สิงหาคม 2016, หน้า 276–283
Indian Journal of Dermatology, กรกฎาคม-สิงหาคม 2016, หน้า 413–417
Journal of Cutaneous and Aesthetic Surgery, เมษายน-มิถุนายน 2016, หน้า 65–72
The Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, มกราคม 2016, หน้า 49–55
Annals of Brazilian Dermatology, กรกฎาคม-สิงหาคม 2015, หน้า 494–503
Indian Journal of Dermatology, มีนาคม-เมษายน 2014, หน้า 151–157
Annals of Brazilian Dermatology, มกราคม-กุมภาพันธ์ 2014, หน้า 11–25
Dermatologic Surgery, สิงหาคม 2012, หน้า 1277–1282
Dermatologic Surgery, สิงหาคม 2009, หน้า 1163–1171

Similar Posts

  • “สกินนิมัลลิซึม” (Skinimalism)

    ใครกันจะไม่อยากประหยัดทั้งเวลา เงิน และพลังงาน? การลงทุนในการดูแลผิวเป็นประจำที่เรียบง่าย ไม่มีขั้นตอนซับซ้อน แต่ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “สกินนิมัลลิซึม” (Skinimalism) ถึงได้รับความนิยมมากขึ้นในโลกของสกินแคร์และความงาม แนวคิดแบบ ผิวมาก่อน (skin-first) ของ Natio ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติของออสเตรเลีย มุ่งเน้นการคัดสรรส่วนผสมจากธรรมชาติที่ช่วยปลอบประโลม บำรุง และปกป้องผิวของคุณ หัวใจของ Skinimalism คือการ ลดขั้นตอนนการดูแลผิวประจำวันให้น้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้นถ้านี่คือสิ่งที่คุณกำลังมองหา มาติดตามไปพร้อมกันว่าข้อดีของ Skinimalism คืออะไร และสารสกัดจากพืชธรรมชาติแบบไหนที่เหมาะกับการดูแลผิวให้สุขภาพดี สกินนิมัลลิซึมคืออะไร? Skinimalism คือแนวทางดูแลผิวแบบมินิมอล ที่เน้นความเรียบง่าย ใช้ผลิตภัณฑ์น้อยชิ้นแต่ตรงจุด แทนที่จะใช้สกินแคร์ถึง 12 ขั้นตอนแบบเดิมๆ แนวคิดนี้สนับสนุนให้คุณเลือกใช้เพียงไม่กี่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผิวของคุณจริงๆ เพื่อให้ผิวได้พักจากการรับสารต่างๆ ที่บางครั้งอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ข้อดีของ Skinimalism✅ อ่อนโยนต่อผิวมากขึ้นเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์น้อยลง ผิวก็จะสัมผัสกับสารเคมีน้อยลง ลดโอกาสเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือเป็นสิวง่าย ✅ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมใช้ของน้อยลงก็หมายถึงลดการใช้บรรจุภัณฑ์ และลดปริมาณขยะ ซึ่งส่งผลดีต่อโลกใบนี้ ✅ ประหยัดมากขึ้นเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์น้อยลง คุณก็ใช้จ่ายน้อยลงด้วยที่ Natio เราเชื่อในการดูแลตนเองด้วยความรัก ทั้งด้านจิตใจ จิตวิญญาณ…

  • น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ดีอย่างไร?

    น้ำมันหอมระเหย (Essential oil) คือน้ำมันที่เป็นผลจากการสกัดมาจากพืชสมุนไพร ดอกไม้ ผลไม้นานาชนิด อาจสกัดมาจาก ดอก ใบ ผล ก้าน เปลือก ส่วนไหนของพืชก็ได้ วิธีที่นิยมคือการสกัดโดยใช้วิธีการกลั่นด้วยไอน้ำ และการใช้สารเคมีเป็นตัวช่วยกลั่นแยกสารที่เป็นน้ำมันหอมระเหยที่แท้จริงออกมา เป็นสารสกัดที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของพืชนั้นๆ มักนิยมใช้ในการดูแลสุขภาพและสกินแคร์ แต่ก็มีข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาดังนี้: ข้อดีของ Essential Oil: ข้อเสียของ Essential Oil: การใช้น้ำมันหอมระเหยควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และทดลองการใช้ในพื้นที่เล็กน้อยก่อนการนำมาใช้ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรืออาการแพ้บนผิวหนังของคุณ. กระบวนการการทำงานของน้ำมันหอมระเหย น้ำมันหอมระเหยสารมารถออกฤทธิ์ผ่านการซึมเข้าผิวหนัง ผ่านเข้าไปทำปฎิกิริยาทางเคมีกับฮอร์โมน หรือเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการความรู้สึกนึกคิด ออกฤทธิ์ผ่านการสูดดมไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีออกมา เช่น น้ำมันหอมระเหยกลิ่นแคลรีเซจ และกลิ่นเกรพฟรุต จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทกลุ่มเรียกว่า Enkephalins, Serotonin, Endorphins ออกมาช่วยลดความเจ็บปวดได้ ช่วยให้ผ่อนคลาย และสงบลงได้ เนื้อหาบางส่วน: เอกสารอ้างอิง –นันท์ชนก เปียแก้ว และคณะ (2558) ผลของการสูดดมน้ำมันลาเวนเดอร์ที่มีต่อการลดความเครียด และคลื่นสมองของหญิงวัยรุ่น, วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ;16(2)-ลลิตา วีระเสถียร (2541) การบำบัดด้วยความหอม….

  • ดูแลผิว..ให้ห่างไกลสิว

    “สิว” อาจจะเป็นปัญหาที่ไม่อันตรายแต่ก็บ่อนทำลายความมั่นใจในตัวเองของใครหลายคน มีคนมากมายเชื่อว่าสิวเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น และจะหายไปเองเมื่อเราอายุมากขึ้น แต่ความจริงก็คือ แม้อายุปลายเลขสามก็ยังสามารถเกิดสิวได้ อย่ากังวลใจไป เพราะเราจะมาทำความเข้าใจกับสิวและวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง สิว คือ ตุ่มเม็ดเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า และตำแหน่งที่มีต่อมไขมันอยู่หนาแน่น (Seborrheic area) เช่น หน้าอก และ หลัง โดยเกิดขึ้นจากการที่ผิวหนังมีการสร้างไขมัน (Sebum) มากเกินพอดี ทำให้เกิดการอุดตันอยู่ที่บริเวณรูขุมขน เกิดเป็นหัวสิว (Comedone) ซึ่งสามารถอักเสบได้ง่ายหากมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น เชื้อแบคทีเรีย P.acne. ในรูขุมขน หรือการใช้เครื่องสำอางที่อุดตันรูขุมขน เราสามารถแบ่งประเภท สิวได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ 1. สิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน (Comedone) แบ่งเป็น 2 ชนิด1.1 สิวหัวปิด (Close comedones) จะเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ หัวขาวๆ1.2 สิวหัวเปิด (Open comedones) หรือสิวหัวดำ 2.สิวอักเสบคือสิวที่หัวแดงอักเสบ (Inflame…

  • ช่องปากสุขภาพดี แม้ไม่ใช้ฟลูออรไรด์

    เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพช่องปาก ยาสีฟันถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา อย่างไรก็ตาม มีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการใช้ฟลูออไรด์ในยาสีฟัน ฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุที่มักเติมลงในผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม มีทั้งผู้สนับสนุนและฝ่ายตรงข้าม ในบทความนี้จะบอกถึงผลกระทบของฟลูออรไรด์และทางเลือกอื่นๆ ฟลูออรไรด์มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นป้องกันฟันผุ, ช่วยเคลือบฟัน, ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย ฯลฯ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของฟลูออไรด์ เช่น ผลกระทบต่อต่อมไทรอยด์ และพิษต่อระบบประสาทที่อาจเกิดขึ้น ความกังวลเหล่านี้ทำให้บางคนหันไปหาทางเลือกอื่นสำหรับยาสีฟันที่ปราศจากฟลูออไรด์ ทางเลือกอื่นสำหรับยาสีฟันที่ปราศจากฟลูออไรด์ สรุป การตัดสินใจที่จะ หลีกเลี่ยงฟลูออไรด์ในยาสีฟัน เป็นเรื่องส่วนตัวขับเคลื่อนด้วยความกังวลและความชอบ แม้ว่าฟลูออไรด์จะมีประโยชน์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในการป้องกันฟันผุ แต่บางคนอาจเลือกที่จะสำรวจทางเลือกอื่นที่ปราศจากฟลูออไรด์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและต้องการดูแลช่องปากด้วยวิธีธรรมชาติมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาสุขอนามัยในช่องปากที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าฟลูออไรด์จะรวมอยู่ในยาสีฟันของคุณหรือไม่ก็ตาม ที่มา: เรียบเรียงบทความจากงานเขียนของคุณคริสติน ลอว์เรนซ์ Cinoll

  • เคล็ดลับการดูแลผิวให้ชะลอวัย

    ริ้วรอยเป็นสัญญาณแห่งวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลผิวอย่างเหมาะสม เคล็ดลับการดูแลผิวชะลอวัยมีดังนี้ นอกจากส่วนผสมเหล่านี้แล้ว ยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่อาจช่วยต่อต้านริ้วรอยได้ เช่น สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ สารสกัดจากใบบัวบก สารสกัดจากเมล็ดองุ่น เป็นต้น การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่ช่วยต่อต้านริ้วรอย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาผิวของแต่ละบุคคล ควรเริ่มต้นใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่อ่อนโยนก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณหรือความเข้มข้นของส่วนผสมขึ้นตามลำดับ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการระคายเคือง

  • ผิวมัน..ดูแลอย่างไร?

    ผิวหน้ามัน หมายถึง สภาพผิวที่ต่อมไขมันบนใบหน้าผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป ส่งผลให้ผิวหน้าดูมันเงา รูขุมขนกว้าง และอาจเกิดปัญหาผิวตามมา เช่น เป็นสิว ผิวอักเสบ ผิวแห้งกร้าน เป็นต้น ลักษณะของผิวมัน โดยทั่วไปจะมีลักษณะดังนี้ สาเหตุของผิวมันเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การดูแลผิวหน้าสำหรับคนผิวมัน ควรเน้นไปที่การทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิว ข้อแนะนำในการดูแลผิวสำหรับคนผิวมัน นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ผิวมันมากขึ้นได้ นอกจากนี้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรงและสุขภาพดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *