ปัญหาผิวช่วงฤดูหนาว?

อากาศหนาวอาจทำร้ายผิวได้มากกว่าที่คิด — ความชื้นในอากาศลดลง ทำให้ผิวสูญเสียน้ำและความชุ่มชื้นง่ายขึ้น ไหนจะลมหนาว น้ำอุ่นจัด และเครื่องทำความร้อนที่ใช้อยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์คือผิวแห้ง หมองตึง และดูไม่สดใส

แต่ข่าวดีคือ เพียงแค่ปรับสกินแคร์เล็กน้อยก็ช่วยฟื้นเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรงและชุ่มชื้นได้ — ด้วย “เซราไมด์

เซราไมด์คืออะไร?

เซราไมด์เป็นไขมันที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผิว มีหน้าที่เหมือน “ปูนเชื่อมอิฐ” ที่ยึดเซลล์ผิวให้แน่น ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำ ปกป้องผิวจากมลภาวะและลดการระคายเคือง

แต่เมื่ออากาศหนาวจัด อายุที่มากขึ้น หรือผิวถูกทำร้ายจากแสงแดด — ปริมาณเซราไมด์ตามธรรมชาติจะลดลง ทำให้ผิวแห้งและอ่อนแอ

ดังนั้น การเติมเซราไมด์ในสกินแคร์ จะช่วยคืนสมดุลความชุ่มชื้น ฟื้นฟูเกราะปกป้องผิว และเห็นผลผิวนุ่มชุ่มชื้นขึ้นได้ภายใน 1 สัปดาห์

จะใช้เซราไมด์ในรูทีนยังไงดี?

สามารถใช้ได้ในทุกขั้นตอนของการดูแลผิว เช่น

  • เซรั่มบำรุงผิว
  • ครีมหรือโลชั่นให้ความชุ่มชื้น
  • บาล์มบำรุงกลางคืน

เซราไมด์มีหลายชนิด (เช่น Ceramide AP, NP, NG, NS, EOP ฯลฯ) แต่ทั้งหมดมีหน้าที่คล้ายกันคือช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

ผลิตภัณฑ์จาก Natio ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ ได้แก่:

Similar Posts

  • การผลัดเซลล์ผิว มีประโยชน์อย่างไร?

    ไม่ว่าใครก็ต้องเคยขัดขี้ไคลที่เป็นส่วนเกินของร่างกายออก เมื่อขัดเสร็จแล้วก็จะรู้สึกได้ว่าผิวดูสดใส เนียนนุ่มกว่าเดิม ซึ่งการขัดขี้ไคลช่วยให้ร่างกายเผยเซลล์ผิวใหม่ที่ดูสวยเปล่งปลั่งกว่าออกมานั่นเอง ไปดูกันดีกว่าว่าการผลัดเซลล์ผิวมีประโยชน์อะไรบ้าง และถ้าร่างกายเรามีขี้ไคลสะสม จะสามารถเร่งการผลัดเซลล์ผิวได้อย่างไร กระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ โดยทั่วไปแล้วระยะเวลาในการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติของคนเราอยู่ที่ 16-21 วัน โดยการผลัดเซลล์ผิวเกิดขึ้นที่ชั้นหนังกำพร้าที่เป็นผิวชั้นนอกสุด โดยเซลล์ที่หลุดออกมาเรียกว่า “สเตรตัม คลอเนียม” หรือที่เรียกกันว่า “ขี้ไคล” นั่นเอง สเตรตัม คลอเนียม จะยึดโยงกันอยู่ด้วย“คอร์นีโอโดสโมโซม” และเมื่อถึงกระบวนการผลัดเซลล์ ร่างกายจะผลิตเอนไซม์ออกมาทำลายคอร์นีโอโดสโมโซมทำให้ขี้ไคลหลุดออกมา แต่ในกรณีที่อายุมากขึ้น หรือสภาพแวดล้อมไม่ดี เช่น เจอฝุ่นควัน มลพิษ แสงแดด น้ำที่ชำระล้างผิวไม่สะอาด ก็จะทำให้คอร์นีโอโดสโมโซมถูกทำลายช้าลง เซลล์ที่ตายแล้วก็จะไม่หลุดลอกออกมา ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาผิวได้ ประโยชน์ของการผลัดเซลล์ผิว 1. ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ดูสดใส เซลล์ผิวที่ถูกผลัดออกไปคือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งถ้าเซลล์ผิวไม่ถูกผลัดออกไป ก็จะมีความแห้งตึง ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยได้ง่ายอีกด้วย แต่ถ้าร่างกายผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ก็จะเผยเซลล์ผิวใหม่ที่มีความนุ่มและชุ่มชื้นกว่า ทำให้ผิวดูสดใสและไม่หมองคล้ำด้วย 2. ลดการเกิดสิว เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ถูกผลัดออกไป ก็จะทำให้สิ่งสกปรกอุดตันตามรูขุมขนได้ง่าย เกิดปัญหาสิวตามมา แต่ถ้ามีการผลัดเซลล์ผิวก็จะช่วยลดการเกิดสิวได้ดี 3. ลดความมันบนใบหน้า ถ้าไม่มีการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เซลล์ผิวที่ตายกับสิ่งสกปรกก็จะอุดตันง่าย รูขุมขนกว้างขึ้น นอกจากเกิดสิวแล้วยังทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ก่อให้เกิดความมันบนใบหน้า…

  • ผิวชุ่มชื้น ปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน

    ส่วนผสมสกินแคร์บางอย่างมาแล้วก็ไปตามกระแส แต่ ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ไม่ใช่หนึ่งในนั้น Aloe Barbadensis Leaf Juice หรือที่รู้จักกันดีว่าน้ำว่านหางจระเข้ เป็นฮีโร่ของการดูแลผิวมาหลายชั่วอายุคน และยังเป็นส่วนผสมที่ Natio เลือกใช้มากว่า 30 ปี แม้ชื่อจะดูเรียบง่าย แต่คุณประโยชน์นั้นไม่ธรรมดาเลย ปลอบประโลม เติมน้ำ และอ่อนโยนต่อผิวว่านหางจระเข้ขึ้นชื่อเรื่องการช่วยปลอบประโลมและเพิ่มความชุ่มชื้น สกัดจากเนื้อใสด้านในของใบ ซึ่งมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก จึงช่วยดึงและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี เหมาะมากสำหรับผิวแห้ง ผิวระคายเคือง โดยเฉพาะหลังโดนแดดหรือหลังการผลัดเซลล์ผิว เนื้อสัมผัสบางเบา ให้ความเย็นสดชื่น ไม่เหนอะหนะหรือมันผิว เหมาะกับอากาศร้อนชื้นเป็นพิเศษ มากกว่าความชุ่มชื้นนอกจากเติมน้ำให้ผิวแล้ว ว่านหางจระเข้ยังอุดมด้วยวิตามิน A, C และ E รวมถึงเอนไซม์และกรดอะมิโน ที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ เมื่อใช้ต่อเนื่อง ผิวจะดูเรียบเนียน สงบ และเปล่งปลั่งสุขภาพดีเหมือนผิวหลังทำทรีทเม้นต์ ใช้ได้กับทุกสภาพผิวจุดเด่นอีกอย่างคือความอเนกประสงค์ ผิวแพ้ง่ายก็ช่วยปลอบประโลม ผิวมันก็ให้ความชุ่มชื้นโดยไม่อุดตัน ผิวไหม้แดด เครียด หรือเสียสมดุล ว่านหางจระเข้ก็ช่วยดูแลได้อย่างอ่อนโยน จึงพบได้ในผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่เจล มาสก์บำรุง ครีมบำรุง…

  • เคล็ดลับการดูแลผิวให้ชะลอวัย

    ริ้วรอยเป็นสัญญาณแห่งวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถชะลอการเกิดริ้วรอยได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลผิวอย่างเหมาะสม เคล็ดลับการดูแลผิวชะลอวัยมีดังนี้ นอกจากส่วนผสมเหล่านี้แล้ว ยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่อาจช่วยต่อต้านริ้วรอยได้ เช่น สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ สารสกัดจากใบบัวบก สารสกัดจากเมล็ดองุ่น เป็นต้น การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่ช่วยต่อต้านริ้วรอย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาผิวของแต่ละบุคคล ควรเริ่มต้นใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่อ่อนโยนก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณหรือความเข้มข้นของส่วนผสมขึ้นตามลำดับ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการระคายเคือง

  • ปัญหาใต้ตาคล้ำเกิดจากอะไร?

    รอยคล้ำรอบดวงตาเป็นปัญหาผิวอย่างหนึ่งที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อยๆ ทั่วไป ถ้าหากคุณกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ คุณอาจเกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย?” ซึ่งเราเข้าใจความรู้สึกนี้ดี และมันทำให้เราต้องทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาสาเหตุให้ได้ว่า ปัญหานี้เกิดจากอะไร สิ่งที่เราค้นพบก็คือ สาเหตุของการเกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นมีมากมาย ซึ่งบางอย่างก็อาจทำให้คุณประหลาดใจ! สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดขอบตาดำคล้ำ และหายยาก มีดังนี้: การอยู่ท่ามกลางแสงแดดโดยไม่ได้มีการทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดเลยมาเป็นเวลานานหลายปี (การตากแดดเพื่อทำให้ตัวเองมีสีผิวคล้ำ หรือการเข้าไปใช้บริการย้อมผิวให้คล้ำ คือ สิ่งที่เลวร้ายที่สุด) เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การสร้างเม็ดสีผิวให้เข้มเกินไปจนปรากฏออกมาให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา การไหลเวียนของโลหิตที่ปรากฏให้เห็นผ่านผิวอันบอบบางบริเวณรอบดวงตา หรือที่เรียกกันว่า รอยคล้ำที่เกิดจากหลอดเลือด (vascular dark circles) การใช้ส่วนผสมที่กระทำรุนแรงหรือกระด้างต่อผิว โดยเฉพาะผิวบริเวณรอบดวงตา ซึ่งรวมถึงส่วนผสมที่ให้กลิ่นหอมด้วย อาการแพ้ต่างๆ กรรมพันธุ์ เช่น สมาชิกภายในครอบครัวเป็นผู้ที่มีแนวโน้มที่จะมีขอบตาดำคล้ำ การเกิดจากเงาตามธรรมชาติ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีเบ้าตาลึก การเกิดเงาอันเนื่องจากผิวหย่อนคล้อย และสูญเสียความตึงกระชับ ปัญหาผิวรอบดวงตาแห้ง และขาดความชุ่มชื้น ซึ่งสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดผิวหมองคล้ำและสูญเสียความกระจ่างใส นิสัยชอบขยี้ตา ซึ่งจะสร่างความเสียหายแก่ผิวอันบอบบางรอบดวงตามากขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าประหลาดใจ คือ การอดหลับอดนอนกลับไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขอบตาดำคล้ำ –แต่การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำที่เป็นอยู่แล้วดูเลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น ซึ่งนี่คงเป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่มีปัญหาขอบตาดำคล้ำ และเคยพยายามที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไป ก็แน่ใจได้เลยว่าคุณต้องเคยพบกับผิดหวังมาแล้วแน่ๆ จริงอยู่ที่คุณไม่อาจทำให้ปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นหายไปอย่างถาวรได้ แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ถนอมผิวบางชนิด หรือการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญบางอย่างที่อาจมอบผลลัพธ์อันน่าประทับใจได้…

  • วิธีดูแล ฟื้นฟูผิวแพ้ง่ายของคุณ

    ผิวแพ้ง่ายอาจเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดและยากต่อการดูแล ไม่ว่าคุณจะมีผิวแพ้ง่ายมาตั้งแต่แรก หรือเพิ่งเริ่มมีอาการแพ้เมื่อไม่นานมานี้ ก็มักสร้างความสับสน โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้ได้ดี กลับเริ่มทำให้ผิวระคายเคืองหรือไม่ตอบสนองเหมือนเดิมอีกต่อไป จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีผิวแพ้ง่าย? ปัจจัยหลายอย่างสามารถทำให้ผิวเกิดความไวหรือแพ้ง่ายได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ฮอร์โมน ความเครียด หรือการสัมผัสกับสารระคายเคือง หากคุณรู้สึกว่าผิวของคุณเริ่มไวต่อสิ่งต่างๆ แบบฉับพลัน ลองสังเกตดูว่ามีอะไรในกิจวัตรประจำวันหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ คนที่มีผิวบอบบางมักพบอาการ เช่น แดง คัน แห้ง หรือมีความรู้สึกไม่สบายผิวในรูปแบบต่างๆ หากคุณมีลักษณะผิวแบบนี้ การรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงอะไร ควรเริ่มดูแลผิวอย่างไร วิธีปลอบประโลมผิวหน้า และการลดความเครียดให้ผิว จึงเป็นสิ่งสำคัญ อาการที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีผิวบอบบาง ได้แก่ เราเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยคุณเข้าใจผิวของตัวเองมากขึ้น และเรียนรู้วิธีที่จะกลับมารักผิวตัวเองอีกครั้ง — ไม่ว่าผิวคุณจะบอบบางหรือไม่ก็ตาม จะเริ่มดูแลผิวบอบบางอย่างไรดี? หากคุณมีผิวบอบบาง การเริ่มต้นรูทีนดูแลผิวแบบเรียบง่าย คือวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยให้ผิวแข็งแรงและเปล่งปลั่งอยู่เสมอ 1. เริ่มต้นด้วยคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนควรเลือกคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนต่อผิว เช่น Calm Delicate Care Cleansing Milk ที่มีเนื้อสัมผัสน้ำนม ช่วยปลอบประโลมผิวและลดรอยแดงขณะล้างหน้า พร้อมด้วยว่านหางจระเข้ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและเย็นสบายวิธีใช้: ใช้มือที่สะอาดลูบผลิตภัณฑ์ลงบนผิวหน้าที่เปียก นวดเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรือใช้ผ้านุ่ม ๆ…

  • ฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ

    หน้าหมองคล้ำอาจเป็นปัญหากวนใจที่มักเกิดขึ้นหลังผิวหน้าเผชิญกับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เช่น แสงแดด หรืออากาศหนาว หรืออาจเกิดจากปัจจัยอื่นในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางชนิด การสูบบุหรี่ หรือความเครียด อย่างไรก็ตาม การดูแลผิวหน้าอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ทางการแพทย์ในปัจจุบันอาจช่วยแก้ไขปัญหาหน้าหมองคล้ำให้ผิวหน้ากลับมาขาวใสได้อีกครั้ง สาเหตุหลักของหน้าหมองคล้ำ แสงแดด แม้การรับแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าช่วยให้ผิวหนังผลิตวิตามินดีซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของกระดูกและสุขภาพของผิวหนัง แต่การรับแสงแดดที่ร้อนจ้าหรือถูกแดดเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผิวได้ นอกจากทำให้หน้าหมองคล้ำ ผิวหยาบกร้าน มีจุดด่างดำ รังสียูวีจากแดดจะทำลายเส้นใยในผิวหนังหรืออีลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น เป็นริ้วรอย ขาดความกระชับตึง ดังนั้น การรักษาผิวให้กลับไปดีดังเดิมจึงเป็นไปได้ยาก และอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังจากรังสียูวีได้ด้วยเช่นกัน   สภาพอากาศ อากาศที่หนาวเย็นจะดูดซับความชุ่มชื้นไปจากผิว ทำให้ผิวแห้งและแตกเป็นขุย ส่งผลให้หน้าหมองคล้ำได้ แม้ไม่ได้อยู่ในสภาพอากาศเย็นจัด แต่การอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ผิวแห้งได้ เนื่องจากอากาศภายในห้องมีความชื้นต่ำ โดยสภาพผิวที่แห้งมาก ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมาได้ด้วย เช่น ผิวแตก ผิวลอก มีผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น ความเครียด อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าดูหมองคล้ำ ผิวแห้ง และอาจทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย เนื่องจากเมื่อเผชิญความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *